โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)
- ICD-10:
- E10 – Type 1 diabetes mellitus
- E11 – Type 2 diabetes mellitus
- E13 – Other specified diabetes mellitus
- E14 – Unspecified diabetes mellitus
- ICD-11:
- 5A10 – Type 1 diabetes mellitus
- 5A11 – Type 2 diabetes mellitus
- 5A12 – Secondary diabetes mellitus
- 5A13 – Gestational diabetes mellitus
Key points
- โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจากการขาด Insulin หรือการดื้อต่อ Insulin
- แบ่งเป็นชนิด Type 1 (ขาด Insulin อย่างสิ้นเชิง) และ Type 2 (ดื้อต่อ Insulin และมีภาวะ Insulin หลั่งไม่เพียงพอ)
- ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังได้แก่ Retinopathy, Nephropathy, Neuropathy และโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ค่า HbA1c ≥ 6.5% ใช้ในการวินิจฉัยและประเมินการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- การรักษาประกอบด้วยการปรับพฤติกรรม การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และการใช้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
Overview
โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus; DM) เป็นกลุ่มของโรคทางเมตาบอลิซึมที่เกิดจากความผิดปกติในการสร้างหรือการทำงานของ Insulin ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) อย่างเรื้อรัง ซึ่งมีผลต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน และก่อให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น ตา ไต หัวใจ และระบบประสาท
เบาหวานแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Type 1 Diabetes จากการถูกทำลายของ β-cell ในตับอ่อนด้วยกระบวนการภูมิคุ้มกัน, Type 2 Diabetes จากการดื้อต่อ Insulin และการหลั่ง Insulin ที่ไม่เพียงพอ, Secondary Diabetes จากโรคหรือยาที่มีผลต่อการทำงานของตับอ่อน และ Gestational Diabetes ที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์
โรคนี้มีลักษณะเรื้อรัง ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลัน (เช่น DKA, HHS) และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น Retinopathy และ Nephropathy ซึ่งการรักษาที่ดีช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้
Epidemiology
โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดในโลก โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอัตราการเพิ่มของภาวะอ้วนและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตแบบอยู่กับที่ ตามรายงานของ International Diabetes Federation (IDF) 2023 พบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกประมาณ 537 ล้านคนในช่วงอายุ 20–79 ปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 643 ล้านคนภายในปี 2030
Type 2 Diabetes พบมากที่สุด คิดเป็นกว่า 90% ของผู้ป่วยทั้งหมด และมักสัมพันธ์กับภาวะอ้วน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ในขณะที่ Type 1 Diabetes พบประมาณ 5–10% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยมักเริ่มแสดงอาการในวัยเด็กหรือวัยรุ่น
ในประเทศไทยอัตราการพบโรคเบาหวานมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป และในเขตเมืองมากกว่าชนบท พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงและขาดการออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้
Pathophysiology
Key points
- โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของการสร้าง Insulin หรือการดื้อต่อ Insulin ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia)
- Type 1 Diabetes เกิดจากกระบวนการภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) ทำลายเซลล์เบต้าในตับอ่อนอย่างถาวร
- Type 2 Diabetes เกิดจาก Insulin Resistance ร่วมกับการทำงานผิดปกติของเซลล์เบต้าในระยะยาว
- ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังก่อให้เกิดกระบวนการออกซิเดชัน การอักเสบ และการสะสมของ AGEs ซึ่งทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย
- ผลลัพธ์คือภาวะแทรกซ้อนแบบ Microvascular (เช่น Retinopathy, Nephropathy) และ Macrovascular (เช่น CAD, Stroke)
กลไกการเกิดโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus; DM) มีพื้นฐานจากความไม่สมดุลของการหลั่ง Insulin และความสามารถในการตอบสนองของเนื้อเยื่อที่มีต่อ Insulin (Insulin Sensitivity) ซึ่งทำให้กลูโคสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติอย่างเรื้อรัง
ใน Type 1 Diabetes ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะผลิต Autoantibodies เช่น Anti-GAD, IA-2, ZnT8 ที่โจมตีและทำลายเซลล์เบต้า (β-cell) ในตับอ่อน ส่งผลให้ Insulin ผลิตไม่ได้อย่างสมบูรณ์ กลูโคสจึงสะสมอยู่ในกระแสเลือด ในขณะที่เนื้อเยื่อขาดพลังงาน นำไปสู่การสลายไขมัน (Lipolysis) และโปรตีน (Proteolysis) ซึ่งทำให้เกิดคีโตน (Ketone body) เพิ่มขึ้น และหากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดภาวะ Diabetic Ketoacidosis (DKA)
ใน Type 2 Diabetes กลไกสำคัญคือภาวะดื้อต่อ Insulin (Insulin Resistance) โดยเฉพาะในกล้ามเนื้อ ตับ และเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งทำให้เซลล์ไม่ตอบสนองต่อ Insulin ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตับยังคงสร้างกลูโคสผ่านกระบวนการ Gluconeogenesis แม้มีระดับ Insulin สูง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น เซลล์เบต้าจึงพยายามหลั่ง Insulin มากขึ้นเพื่อชดเชย แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะเกิดภาวะ “β-cell exhaustion” คือเซลล์เบต้าทำงานหนักจนเกิดการเสื่อมถาวร
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง (Chronic Hyperglycaemia) ก่อให้เกิดกลไกพยาธิสรีรวิทยาหลายประการ ได้แก่
1. Polyol Pathway Activation
กลูโคสจะถูกเปลี่ยนเป็น Sorbitol โดยเอนไซม์ Aldose Reductase ทำให้เกิดการสะสมของ Sorbitol ภายในเซลล์ประสาทและเลนส์ตา ส่งผลให้เกิด Neuropathy และ Cataract2. Formation of Advanced Glycation End-products (AGEs)
กลูโคสจะรวมกับโปรตีนและไขมันเกิด AGEs ซึ่งไปจับกับตัวรับ (RAGE) บนผนังหลอดเลือด กระตุ้นการหลั่ง Cytokine และทำให้เกิดภาวะการอักเสบของเยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial dysfunction)3. Protein Kinase C (PKC) Activation
ภาวะ Hyperglycaemia ทำให้ระดับ Diacylglycerol (DAG) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ PKC ถูกกระตุ้น และทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือด การรั่วของพลาสมา และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อพังผืด ซึ่งเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการเกิด Retinopathy และ Nephropathy4. Hexosamine Pathway
กลูโคสส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็น Fructose-6-phosphate และเข้าสู่ Hexosamine pathway ทำให้เกิดการ Glycosylation ของโปรตีนสำคัญในเซลล์ ส่งผลให้การแสดงออกของยีน (gene expression) เปลี่ยนไป เพิ่มการหลั่งของสารก่อการอักเสบ (Pro-inflammatory cytokines) เช่น TNF-α และ IL-6 ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเกิด Insulin Resistance5. Mitochondrial Dysfunction
การสะสมของกลูโคสและกรดไขมันอิสระ (FFA) ในเซลล์จะเพิ่มการสร้าง Reactive Oxygen Species (ROS) ทำให้เกิดการทำลายไมโตคอนเดรีย (Oxidative stress) และกระตุ้นการตายของเซลล์เบต้า (Apoptosis) ผลที่ตามมาคือการหลั่ง Insulin ลดลงเรื่อย ๆกลไกเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในหลอดเลือดขนาดเล็ก (Microvascular complication) เช่น Diabetic Retinopathy, Nephropathy, Neuropathy และในหลอดเลือดขนาดใหญ่ (Macrovascular complication) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ (CAD), โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), และ PAD ซึ่งเป็นสาเหตุการตายหลักของผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก
ปัจจัยร่วมที่ส่งเสริมพยาธิกำเนิดของโรค ได้แก่ ภาวะอ้วน (Obesity), การอักเสบเรื้อรังในระดับต่ำ (Chronic low-grade inflammation), และฮอร์โมนจากไขมัน (Adipokines) เช่น Leptin และ Adiponectin ซึ่งมีบทบาทต่อ Insulin sensitivity ในภาวะอ้วนจะมีการหลั่ง Cytokine เพิ่มขึ้น เช่น TNF-α และ IL-1β ทำให้ Insulin signalling pathway ถูกยับยั้ง ส่งผลให้เกิดการดื้อต่อ Insulin มากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยสรุป โรคเบาหวานเป็นผลลัพธ์ของความผิดปกติในหลายระบบที่เกี่ยวข้องกันทั้งด้านภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญพลังงาน และการตอบสนองของเซลล์ ความเข้าใจกลไกเหล่านี้ช่วยให้สามารถวางแนวทางการรักษาและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Clinical Presentation
อาการทางคลินิกของโรคเบาหวานขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ระยะเวลา และระดับของภาวะน้ำตาลในเลือด ใน Type 1 Diabetes อาการมักเกิดเฉียบพลันภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่วนใน Type 2 Diabetes อาการมักค่อย ๆ เกิดขึ้นและอาจไม่ชัดเจนจนกว่าจะมีภาวะแทรกซ้อน
อาการคลาสสิกของโรคได้แก่ “3 Poly” คือ Polyuria (ปัสสาวะบ่อย), Polydipsia (กระหายน้ำมาก), และ Polyphagia (หิวบ่อย) ร่วมกับน้ำหนักลด เหนื่อยง่าย และสายตาพร่ามัว อาการเหล่านี้เกิดจากภาวะ Osmotic diuresis และการขาดพลังงานในระดับเซลล์ ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะ Type 2 อาจมีอาการเฉพาะจากภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลเท้า, ตาพร่ามัว, หรือชาตามปลายมือปลายเท้า
ในการตรวจร่างกาย มักพบสัญญาณของภาวะขาดน้ำ ผิวแห้ง ปากแห้ง ความดันโลหิตต่ำในบางราย และอาจตรวจพบการสูญเสียความรู้สึก (Peripheral neuropathy) โดยเฉพาะที่ปลายเท้า หากมีการติดเชื้อร่วม เช่น ผิวหนัง ปัสสาวะ หรือระบบทางเดินหายใจ อาจเป็นสัญญาณแรกที่นำมาพบแพทย์
| Sign & Symptom | Pathogenesis | Frequency | Specificity |
|---|---|---|---|
| Polyuria | Osmotic diuresis จาก Glucosuria | ++++ | +++ |
| Polydipsia | กระตุ้นศูนย์กระหายน้ำจากการสูญเสียน้ำ | ++++ | +++ |
| Polyphagia และน้ำหนักลด | เซลล์ขาดพลังงานจากการไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ | +++ | ++ |
| Blurred vision | การเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตาจากภาวะ Hyperosmolar | ++ | ++ |
| Peripheral neuropathy | การเสื่อมของเส้นประสาทจาก Polyol pathway | ++ | +++ |
โดยสรุป ผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงอาการชัดเจนจากภาวะน้ำตาลสูงหรือแทรกซ้อนเรื้อรัง การสังเกตอาการเริ่มต้นและการตรวจคัดกรองเป็นสิ่งสำคัญเพื่อวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที
Investigation
การตรวจทางห้องปฏิบัติการมีความสำคัญในการยืนยันการวินิจฉัยและประเมินภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน การตรวจหลักคือระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FPG), HbA1c, และ OGTT
Specific test
- Fasting Plasma Glucose (FPG): ≥126 mg/dL หลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- Oral Glucose Tolerance Test (OGTT): ค่า 2 ชั่วโมง ≥200 mg/dL หลังดื่มกลูโคส 75 g
- HbA1c: ≥6.5% สะท้อนค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือดย้อนหลัง 2–3 เดือน
- Random Plasma Glucose: ≥200 mg/dL ร่วมกับอาการชัดเจน
- Urinalysis: พบ Glucosuria หรือ Ketonuria (โดยเฉพาะใน Type 1)
- Lipid profile: พบ Triglyceride สูง, HDL ต่ำ
- Renal function test: ประเมินระดับ Creatinine, eGFR, และ Albuminuria
Diagnosis Criteria (Dx)
ตามเกณฑ์ของ American Diabetes Association (ADA 2024) สามารถวินิจฉัยเบาหวานได้หากมีค่าตรงตามข้อใดข้อหนึ่งและยืนยันด้วยการตรวจซ้ำ:
- FPG ≥126 mg/dL (7.0 mmol/L) หลังอดอาหาร ≥8 ชั่วโมง
- 2-hour OGTT ≥200 mg/dL (11.1 mmol/L) หลังรับกลูโคส 75 g
- HbA1c ≥6.5% ด้วยวิธีมาตรฐาน NGSP-certified
- Random plasma glucose ≥200 mg/dL พร้อมอาการของ Hyperglycaemia
สำหรับภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes): FPG 100–125 mg/dL, OGTT 140–199 mg/dL หรือ HbA1c 5.7–6.4% การวินิจฉัยที่ถูกต้องและเร็วช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
Complication
ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus; DM) เป็นผลลัพธ์ของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง (Chronic Hyperglycaemia) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือดขนาดเล็ก (Microvascular) และหลอดเลือดขนาดใหญ่ (Macrovascular) รวมถึงผลกระทบต่อระบบประสาทและอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เช่น ตา ไต หัวใจ และปลายประสาท ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของการทุพพลภาพและการเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก
กลไกหลักของการเกิดภาวะแทรกซ้อนมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำให้เกิดกระบวนการ Glycation ของโปรตีนและไขมันจนเกิดสาร Advanced Glycation End-products (AGEs) ซึ่งไปจับกับตัวรับ (RAGE) ที่ผนังหลอดเลือด กระตุ้นให้เกิดการอักเสบและออกซิเดชัน ร่วมกับการทำงานผิดปกติของเซลล์บุผนังหลอดเลือด (Endothelial dysfunction) และการสะสมของ Reactive Oxygen Species (ROS) ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดการตีบ การรั่ว และการหนาตัวของผนังหลอดเลือด นำไปสู่ภาวะขาดเลือดและการเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ
โดยทั่วไปสามารถแบ่งภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน (Acute Complications) เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรุนแรง (DKA, HHS) และภาวะน้ำตาลต่ำ (Hypoglycaemia) 2. ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง (Chronic Complications) ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดขนาดเล็ก (Microvascular) และหลอดเลือดขนาดใหญ่ (Macrovascular)
| Complication | Pathogenesis / Mechanism | Frequency | Clinical Manifestation / Notes |
|---|---|---|---|
| Diabetic Ketoacidosis (DKA) | ขาด Insulin อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดการสลายไขมันมากผิดปกติและสร้าง Ketone body จนเกิดภาวะกรดในเลือด | +++ (พบบ่อยใน Type 1 DM) | มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หายใจหอบลึก (Kussmaul’s respiration) กลิ่นลมหายใจคล้ายผลไม้ ต้องรักษาด้วย IV Insulin และสารน้ำ |
| Hyperosmolar Hyperglycaemic State (HHS) | Insulin ยังมีอยู่บางส่วนแต่ไม่พอทำให้เกิดภาวะน้ำตาลสูงรุนแรงและขาดน้ำอย่างมากโดยไม่เกิด Ketosis | ++ (พบบ่อยใน Type 2 DM) | น้ำตาลในเลือดสูงมากกว่า 600 mg/dL มีอาการซึม หมดสติ ภาวะนี้มีอัตราการตายสูงกว่าภาวะ DKA |
| Hypoglycaemia | เกิดจากการใช้ Insulin หรือยาลดน้ำตาลมากเกินไป หรือขาดอาหาร | +++ | มีอาการเหงื่อออก ตัวสั่น สับสน หมดสติ หากรุนแรงอาจถึงขั้นชักหรือเสียชีวิตได้ |
| Diabetic Retinopathy | เกิดจากการรั่วของหลอดเลือดฝอยในจอประสาทตาและการเจริญของเส้นเลือดผิดปกติ | ++++ (พบบ่อยที่สุดใน Microvascular) | ระยะแรกมีจุดเลือดออกในจอประสาทตา ต่อมาอาจเกิด Neovascularisation และเลือดออกในน้ำวุ้นตา นำไปสู่การตาบอดได้ |
| Diabetic Nephropathy | เกิดจากการหนาตัวของ Glomerular basement membrane และ Mesangial expansion ในไต | +++ (พบในผู้ป่วยระยะยาว) | เริ่มจาก Microalbuminuria และอาจพัฒนาไปสู่ภาวะ Proteinuria และไตวายเรื้อรัง (ESRD) |
| Diabetic Neuropathy | เกิดจากการทำลายหลอดเลือดเล็กที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท (Vasa nervorum) และการสะสมของ Sorbitol ในเซลล์ประสาท | ++++ | มีอาการชา แสบร้อน หรือปวดปลายมือปลายเท้า (Glove-and-stocking pattern) และอาจมี Autonomic neuropathy เช่น ความดันตกเวลาเปลี่ยนท่า |
| Diabetic Foot Ulcer | เกิดจาก Neuropathy และ Peripheral Artery Disease ทำให้เกิดแผลเรื้อรังและติดเชื้อง่าย | +++ | แผลเท้าที่ไม่หาย เสี่ยงต่อการติดเชื้อและอาจต้องตัดขา การดูแลเท้าและรองเท้าที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยง |
| Coronary Artery Disease (CAD) | การสะสมของไขมันและการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือดหัวใจ | ++++ | เจ็บแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย เสี่ยงต่อกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Myocardial infarction) |
| Cerebrovascular Disease | หลอดเลือดสมองตีบหรือแตกจาก Atherosclerosis | +++ | อัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อมจากภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ พบมากในผู้ป่วยสูงอายุ |
| Peripheral Arterial Disease (PAD) | การแข็งตัวของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย เช่น ขา ทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ | ++ | ปวดน่องเวลาเดิน (Intermittent claudication) และเกิดแผลเน่าตายโดยเฉพาะในเท้า |
| Diabetic Cardiomyopathy | ภาวะการทำงานของหัวใจผิดปกติจากผลของ Hyperglycaemia และ Oxidative stress โดยไม่เกี่ยวข้องกับ CAD | ++ | หัวใจล้มเหลวชนิด Diastolic dysfunction และ Systolic dysfunction |
| Infection Susceptibility | เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง การทำงานของ Neutrophil และ Macrophage ลดลง | +++ | ติดเชื้อซ้ำบ่อย เช่น ผิวหนัง ทางเดินปัสสาวะ ปอด และเชื้อราที่ผิวหนัง |
| Autonomic Neuropathy | ความเสียหายของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจ กระเพาะอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ | ++ | อัตราการเต้นหัวใจผิดปกติ ความดันตกในท่ายืน (Orthostatic hypotension) และ Gastroparesis |
| Dermatologic Manifestations | เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดในผิวหนังและการ Glycation ของคอลลาเจน | ++ | พบ Diabetic dermopathy, Necrobiosis lipoidica, และ Acanthosis nigricans |
| Oral Complications | ภาวะน้ำตาลสูงกระตุ้นการเจริญของเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและทำให้เหงือกเปราะบาง | ++ | โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis), ฟันโยก, แผลในปากหายช้า |
| Gestational Diabetes Complications | ระดับน้ำตาลในเลือดของมารดาสูงกระตุ้นให้ทารกหลั่ง Insulin มากขึ้น | ++ (พบ 5–10% ของการตั้งครรภ์) | ทารกมีน้ำหนักตัวมาก (Macrosomia), Hypoglycaemia หลังคลอด, เสี่ยงต่อการเป็น T2DM ในอนาคต |
| Summary | ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังกระตุ้นกลไกการอักเสบและออกซิเดชันซึ่งทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย | ++++ | การควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันในเลือดอย่างต่อเนื่องช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน |
Treatment
แนวทางการรักษาโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus; DM) มีวัตถุประสงค์หลักคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease; CVD) แนวทางการรักษาประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การปรับพฤติกรรม (Lifestyle modification), การใช้ยา (Pharmacologic therapy) และการดูแลร่วมด้านอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตและไขมันในเลือด
การปรับพฤติกรรมเป็นพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีสัดส่วนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนเหมาะสม หลีกเลี่ยงน้ำตาลและอาหารแปรรูป ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ การงดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างมีนัยสำคัญ
การใช้ยารักษาเบาหวานแบ่งตามชนิดของโรค ใน Type 1 Diabetes ต้องได้รับ Insulin ทดแทนตลอดชีวิต โดยอาจใช้ Basal-bolus regimen หรือ Continuous subcutaneous insulin infusion (CSII) ส่วนใน Type 2 Diabetes เริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมร่วมกับยารับประทาน โดยใช้ Metformin เป็นยาหลัก หากไม่สามารถควบคุมได้ อาจเพิ่มยากลุ่มอื่น เช่น SGLT2 inhibitors, GLP-1 receptor agonists, DPP-4 inhibitors หรือ Insulin การเลือกใช้ยาควรพิจารณาตามลักษณะของผู้ป่วย เช่น ภาวะอ้วน การทำงานของไต และความเสี่ยงต่อภาวะ Hypoglycaemia
Pharmacology
ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการหลั่ง Insulin, ลดการสร้างกลูโคสในตับ, เพิ่มการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ และลดการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ การเลือกใช้ยาขึ้นกับชนิดของเบาหวานและลักษณะของผู้ป่วย
| Drug Class | Mechanism of Action | Common Drugs / Dosage | Key Adverse Effects |
|---|---|---|---|
| Biguanides | ลดการสร้างกลูโคสจากตับ (Hepatic gluconeogenesis) และเพิ่มความไวต่อ Insulin | Metformin 500–2000 mg/day แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร | คลื่นไส้ ท้องเสีย เสี่ยง Lactic acidosis หากไตเสื่อม |
| Sulfonylureas | กระตุ้นการหลั่ง Insulin จาก β-cell | Glipizide 5–20 mg/day, Glimepiride 1–4 mg/day | ภาวะน้ำตาลต่ำ (Hypoglycaemia), น้ำหนักเพิ่ม |
| DPP-4 inhibitors | ยับยั้งการสลาย Incretin hormones เพิ่มการหลั่ง Insulin และลด Glucagon | Sitagliptin 100 mg/day, Linagliptin 5 mg/day | ปวดข้อ, ตับอักเสบ, ภาวะ Hypoglycaemia ต่ำ |
| SGLT2 inhibitors | ยับยั้งการดูดซึมกลูโคสที่ท่อไต เพิ่มการขับกลูโคสทางปัสสาวะ | Empagliflozin 10–25 mg/day, Dapagliflozin 5–10 mg/day | ปัสสาวะบ่อย, ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, ภาวะขาดน้ำ |
| GLP-1 receptor agonists | เลียนแบบฮอร์โมน Incretin กระตุ้นการหลั่ง Insulin และชะลอการล้างกระเพาะอาหาร | Liraglutide 0.6–1.8 mg SC/day, Semaglutide 0.25–1 mg SC/week | คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด |
| Thiazolidinediones (TZD) | เพิ่มความไวต่อ Insulin โดยกระตุ้น PPAR-γ receptor | Pioglitazone 15–45 mg/day | บวมน้ำ น้ำหนักเพิ่ม เสี่ยงหัวใจล้มเหลว |
| Insulin | เพิ่มการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์โดยตรง ใช้ใน Type 1 DM และ Type 2 ที่ควบคุมไม่ได้ | Basal-bolus regimen (Glargine + Lispro), ขนาดเริ่มต้น 0.2–0.5 unit/kg/day | ภาวะ Hypoglycaemia, น้ำหนักเพิ่ม |
การเลือกใช้ยาควรคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้ และค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย นอกจากนี้ การใช้ยาหลายกลุ่มร่วมกัน (Combination therapy) เช่น Metformin + SGLT2 inhibitor หรือ Metformin + GLP-1 RA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและไตในระยะยาว
Guideline
แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทยอ้างอิงจาก American Diabetes Association (ADA 2024) และ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ซึ่งเน้นแนวทางการรักษาแบบองค์รวม (Holistic approach) โดยคำนึงถึงเป้าหมายการควบคุมระดับน้ำตาล (HbA1c) และโรคร่วมของผู้ป่วย
1. เป้าหมายของการรักษา
- HbA1c <7% สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป
- HbA1c <6.5% สำหรับผู้ที่อายุน้อยและไม่มีโรคร่วมสำคัญ
- HbA1c <8% สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีความเสี่ยงต่อ Hypoglycaemia
2. การจัดลำดับการรักษา
- ขั้นที่ 1: ปรับพฤติกรรม (ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย รับประทานอาหารเหมาะสม)
- ขั้นที่ 2: เริ่มใช้ Metformin 500 mg วันละ 2 ครั้ง เพิ่มขนาดได้สูงสุด 2000 mg/day
- ขั้นที่ 3: หาก HbA1c ยังเกินเป้าหมาย ให้เพิ่มยาอีก 1 กลุ่ม เช่น
- SGLT2 inhibitor (Empagliflozin 10 mg/day) – เหมาะกับผู้ที่มีโรคหัวใจหรือไต
- GLP-1 receptor agonist (Liraglutide 1.2 mg SC/day) – ช่วยลดน้ำหนัก
- DPP-4 inhibitor (Sitagliptin 100 mg/day) – ใช้ได้ในผู้สูงอายุ
- ขั้นที่ 4: หากยังควบคุมไม่ได้ให้พิจารณา Insulin (Basal insulin 10 units ก่อนนอน)
3. การควบคุมปัจจัยเสี่ยงร่วม
- ความดันโลหิต: เป้าหมาย <130/80 mmHg ใช้ ACEI/ARB เป็นยาหลัก เช่น Enalapril 10–20 mg/day
- ไขมันในเลือด: ให้ Statin ทุกคนอายุมากกว่า 40 ปี เช่น Atorvastatin 20–40 mg/day
- Antiplatelet: Aspirin 75–162 mg/day สำหรับผู้มี CVD
4. การติดตามผลและการประเมินภาวะแทรกซ้อน
- ตรวจ HbA1c ทุก 3–6 เดือน
- ตรวจจอประสาทตา (Fundus) อย่างน้อยปีละครั้ง
- ตรวจ Albuminuria และ eGFR ทุกปี
- ตรวจเท้า (Foot exam) ทุกครั้งที่มาพบแพทย์
การดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ และตัวผู้ป่วยเอง การให้ความรู้ (Diabetes education) และการติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดประสบผลสำเร็จในระยะยาว
Example Doctor’s Orders
Case 1: Type 1 Diabetes Mellitus, 60 kg
Dx: Type 1 DM (newly diagnosed)
Rx:
- Insulin Glargine 14 units SC at bedtime
- Insulin Lispro 4 units SC before each meal
- Check CBG before meals and at bedtime
- Fluid: Encourage oral hydration
- Diet: ADA 1800 kcal/day
- Education: Hypoglycaemia recognition and insulin technique
Physician:__________________ License:_________ Date:________ Time:_______
Case 2: Type 2 Diabetes Mellitus, 70 kg
Dx: Type 2 DM with poor glycaemic control
Rx:
- Metformin 500 mg PO bid with meals
- Empagliflozin 10 mg PO daily
- Lisinopril 10 mg PO daily (for BP & renal protection)
- Atorvastatin 20 mg PO at bedtime
- Lab: FPG, HbA1c, Lipid profile, Serum creatinine
- Follow-up in 4 weeks
Physician:__________________ License:_________ Date:________ Time:_______
Disclaimer: Example for educational purposes only, not for direct patient advice.
Prognosis
พยากรณ์โรคของผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes Mellitus; DM) ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ชนิดของเบาหวาน ระดับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการเกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผู้ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ HbA1c <7% มีแนวโน้มลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดขนาดเล็ก เช่น เบาหวานขึ้นตา ไตเสื่อม และปลายประสาทเสื่อม ได้ถึง 50–70%
ในผู้ป่วย Type 1 Diabetes หากได้รับการรักษาด้วย Insulin อย่างเหมาะสม และมีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ สามารถดำรงชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติ อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำตาลต่ำ (Hypoglycaemia) และภาวะคีโตน (DKA) ยังคงเป็นภาวะที่ต้องระมัดระวัง ส่วน Type 2 Diabetes มักสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักของผู้ป่วยกลุ่มนี้ การควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดอย่างเข้มงวด ช่วยลดอัตราการตายและภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ
การติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง การดูแลโภชนาการที่เหมาะสม การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการงดบุหรี่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพยากรณ์โรคในระยะยาว ผู้ป่วยที่มีวินัยและได้รับการดูแลแบบองค์รวมจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Prevention
การป้องกันโรคเบาหวานแบ่งได้เป็นสองระดับหลัก ได้แก่ Primary prevention และ Secondary prevention เป้าหมายคือการป้องกันการเกิดโรคในกลุ่มเสี่ยง และการชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่เป็นโรคแล้ว
Primary prevention: เน้นการปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลผิดปกติ (Prediabetes) แนวทางประกอบด้วย การลดน้ำหนักลงอย่างน้อย 5–7% ของน้ำหนักตัว ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวสูง การศึกษาเช่น Diabetes Prevention Program (DPP) พบว่าการปรับพฤติกรรมดังกล่าว ลดความเสี่ยงของการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ได้มากกว่า 50%
Secondary prevention: ในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นเบาหวานแล้ว การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ ควรตรวจสุขภาพประจำปี เช่น การตรวจตา (Fundus exam), การตรวจเท้า, และการตรวจการทำงานของไต การควบคุมปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น ความดันโลหิต <130/80 mmHg และ LDL <100 mg/dL จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างชัดเจน
Conclusion
Take-home Message
- โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่มีความซับซ้อนและส่งผลต่อหลายระบบในร่างกาย
- การควบคุมระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทั้งระยะสั้นและระยะยาว
- การปรับพฤติกรรมร่วมกับการใช้ยาอย่างเหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา
- ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องจากทีมสหสาขาวิชาชีพ
- การให้ความรู้และสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ป่วยเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในการควบคุมโรค
- การป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยลดภาระต่อระบบสุขภาพในระยะยาว
- “การดูแลอย่างต่อเนื่องและการมีวินัยคือกุญแจสำคัญของการอยู่ร่วมกับเบาหวานอย่างมีคุณภาพชีวิต”
Quiz (USMLE OSCE)
Frequently Asked Questions (FAQ)
ทำไมผู้ป่วยเบาหวานถึงต้องตรวจ HbA1c เป็นประจำ?
HbA1c เป็นตัวชี้วัดค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดย้อนหลัง 3 เดือน ใช้ประเมินประสิทธิภาพของการควบคุมโรคเบาหวาน และช่วยปรับแนวทางการรักษาให้เหมาะสม การตรวจ HbA1c ทุก 3–6 เดือนเป็นมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
สามารถรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้หรือไม่?
โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้ให้อยู่ในภาวะปกติด้วยการปรับพฤติกรรมและการใช้ยาอย่างเหมาะสม ในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยที่ลดน้ำหนักได้มากและออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจทำให้ระดับน้ำตาลกลับมาใกล้เคียงปกติได้โดยไม่ต้องใช้ยา
ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานผลไม้ได้หรือไม่?
สามารถรับประทานผลไม้ได้ แต่ควรเลือกชนิดที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง แอปเปิล หรือส้มโอ และควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก และองุ่น รวมถึงจำกัดปริมาณการบริโภคในแต่ละมื้อ
ภาวะน้ำตาลต่ำ (Hypoglycaemia) มีอาการอย่างไร?
อาการได้แก่ เหงื่อออก มือสั่น หัวใจเต้นเร็ว หิวมาก หรือสับสน หากน้ำตาลในเลือดต่ำมากอาจหมดสติได้ ควรพกน้ำตาลก้อนหรือน้ำผลไม้ไว้เสมอเพื่อแก้ไขภาวะนี้ทันที
ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจสุขภาพอะไรเป็นประจำ?
ควรตรวจ HbA1c ทุก 3–6 เดือน ตรวจจอประสาทตาและการทำงานของไตปีละครั้ง รวมถึงตรวจเท้าทุกครั้งที่พบแพทย์ เพื่อตรวจหาภาวะปลายประสาทเสื่อมและแผลเท้าในระยะเริ่มต้น
References
- Davies MJ, Aroda VR, Collins BS, et al. Management of hyperglycemia in type 2 diabetes, 2024: Standards of Care in Diabetes. Diabetes Care. 2024;47(Suppl 1):S158–S173. doi:10.2337/dc24-S009
- American Diabetes Association. Classification and diagnosis of diabetes: Standards of Care in Diabetes—2024. Diabetes Care. 2024;47(Suppl 1):S16–S33. doi:10.2337/dc24-S002
- World Health Organization. Classification of Diabetes Mellitus. Geneva: WHO; 2023. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/classification-of-diabetes-mellitus [Accessed 1 Oct 2025]
- Diabetes Control and Complications Trial (DCCT) Research Group. The effect of intensive treatment of diabetes on the development and progression of long-term complications in insulin-dependent diabetes mellitus. N Engl J Med. 1993;329(14):977–986. doi:10.1056/NEJM199309303291401
- UK Prospective Diabetes Study (UKPDS) Group. Intensive blood-glucose control with sulphonylureas or insulin compared with conventional treatment and risk of complications in patients with type 2 diabetes. Lancet. 1998;352(9131):837–853. doi:10.1016/S0140-6736(98)07019-6
- Chamberlain JJ, Rhinehart AS, Shubrook JH, Skolnik N. Pharmacologic approaches to glycemic treatment: Standards of Medical Care in Diabetes—2024. Diabetes Care. 2024;47(Suppl 1):S174–S189. doi:10.2337/dc24-S010
- International Diabetes Federation (IDF). IDF Diabetes Atlas, 10th edn. Brussels, Belgium: International Diabetes Federation; 2023. Available from: https://diabetesatlas.org [Accessed 1 Oct 2025]
- Roden M, Shulman GI. The integrative biology of type 2 diabetes. Nature. 2019;576(7785):51–60. doi:10.1038/s41586-019-1797-8
- Forbes JM, Cooper ME. Mechanisms of diabetic complications. Physiol Rev. 2013;93(1):137–188. doi:10.1152/physrev.00045.2011
- American Heart Association. Cardiovascular disease and diabetes: A joint scientific statement. Circulation. 2022;145(10):e722–e743. doi:10.1161/CIR.0000000000001053
Author & Review
Teerawat Suwannee MD
นายแพทย์ธีรวัฒน์ สุวรรณี ว.44780