อาการปวดศีรษะจากกระดูกคอ (Cervicogenic Headache)

อาการปวดศีรษะจากกระดูกคอ (Cervicogenic Headache)

อาการปวดศีรษะจากกระดูกคอ (Cervicogenic Headache)

  • ICD10:
    • G44.86 – Cervicogenic headache
    • M53.0 – Cervicocranial syndrome
    • M47.812 – Spondylosis without myelopathy or radiculopathy, cervical region
    • M54.2 – Cervicalgia
  • ICD11:
    • 8A83 – Headache attributed to disorder of the neck
    • 8A83.0 – Cervicogenic headache
    • ME84.0 – Cervical spondylosis
    • ME84.1 – Other specified disorders of cervical spine
⚠️ บทความนี้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ — English Version Click →

Keypoint / Clinical Pearl

  • Cervicogenic Headache (CGH) เป็นอาการปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical spine) และเนื้อเยื่อรอบข้าง.
  • อาการมักเกิดขึ้นข้างเดียว ปวดจากบริเวณคอร้าวขึ้นไปยังท้ายทอย ขมับ หรือรอบตา.
  • อาการปวดจะกระตุ้นหรือรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวคอ หรืออยู่ในท่าทางค้างนาน ๆ.
  • ตำแหน่งที่เป็นแหล่งกำเนิดของอาการปวดมักมาจากข้อต่อระดับบนของคอ (C1–C3), กล้ามเนื้อ, หรือเส้นประสาท.
  • แยกโรคได้จากไมเกรนและ Tension-type headache โดยใช้การตรวจร่างกายและการบล็อกเส้นประสาทเฉพาะจุด.
  • การรักษามุ่งเน้นที่การแก้ไขต้นเหตุในคอ เช่น การทำกายภาพบำบัด การปรับท่าทาง และการบล็อกเส้นประสาท.

Overview

Cervicogenic Headache (CGH) เป็นภาวะปวดศีรษะชนิดทุติยภูมิ (Secondary Headache) ซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติของข้อต่อ กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทในกระดูกสันหลังส่วนคอ โดยเฉพาะในระดับบน (C1–C3). อาการปวดจะถูกส่งผ่านเส้นทางของระบบประสาท Trigeminal–Cervical Pathway ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดศีรษะร้าวจากคอขึ้นไปยังท้ายทอยหรือขมับ.

อาการปวดมักไม่เต้น ไม่ตุบ ๆ เหมือนไมเกรน แต่เป็นแบบตื้อ หนัก หรือแน่นข้างเดียว และจะรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของคอ หรืออยู่ในท่าทางค้างนาน เช่น ก้มทำงานหรือใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่อง. ส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับภาวะเสื่อมของข้อต่อคอ (Cervical spondylosis) หรืออุบัติเหตุเช่น Whiplash injury.

การรักษาประกอบด้วยหลายแนวทางร่วมกัน เช่น การทำกายภาพบำบัด (Physical therapy), การใช้ยาเพื่อลดการอักเสบหรือคลายกล้ามเนื้อ และการบล็อกเส้นประสาท (Nerve block) ในบางกรณี. การปรับท่าทางและลดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดแรงกดที่คอมีบทบาทสำคัญในการป้องกันอาการเรื้อรัง.

Epidemiology

Cervicogenic Headache พบได้ประมาณ 15–20% ของอาการปวดศีรษะเรื้อรังทั้งหมด และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย (อัตราส่วนหญิง:ชาย ประมาณ 4:1). อาการมักเริ่มในช่วงอายุ 30–50 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการเสื่อมของข้อต่อคอและกล้ามเนื้อรอบคอได้ง่าย.

กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ ผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน, คนขับรถ, พยาบาล, ทันตแพทย์, และผู้ที่ต้องก้มศีรษะนาน ๆ. นักกีฬาที่มีการบาดเจ็บบริเวณคอบ่อยครั้ง เช่น นักมวยหรือนักฟุตบอล ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน.

ในหลายกรณีพบว่าผู้ป่วยมีประวัติ Whiplash Injury หรืออุบัติเหตุทางรถยนต์มาก่อน ซึ่งส่งผลให้เกิดการอักเสบของข้อต่อหรือกล้ามเนื้อส่วนคอ. บางรายมีโรคร่วม เช่น Tension-Type Headache หรือ Migraine ทำให้การวินิจฉัยซับซ้อนมากขึ้น. CGH มักถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นไมเกรนในระยะเริ่มต้น หากไม่ได้ซักประวัติอย่างละเอียด.

Pathophysiology

Key points

  • อาการปวดเกิดจากโครงสร้างในคอที่มีการรับเส้นประสาทจากระดับ C1–C3.
  • สัญญาณปวดจากคอจะส่งต่อเข้าสู่ Trigemino-Cervical Nucleus ในก้านสมอง ทำให้รู้สึกปวดบริเวณศีรษะ.
  • ข้อต่อระดับบนของคอ (C1–C3) และกล้ามเนื้อรอบคอเป็นแหล่งกำเนิดอาการปวดหลัก.
  • ภาวะอักเสบ กล้ามเนื้อตึง และความไม่มั่นคงของข้อต่อทำให้เกิดการกระตุ้นซ้ำ ๆ.
  • การกระตุ้นเรื้อรังนำไปสู่การเกิด Central Sensitization ทำให้ปวดมากขึ้น.

กลไกการเกิดอาการของ Cervicogenic Headache เกิดจากการบรรจบของสัญญาณประสาทระหว่าง เส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอ (C1–C3) และ เส้นประสาท Trigeminal ภายในบริเวณ Trigemino-Cervical Nucleus ซึ่งอยู่ในก้านสมองส่วนบน (Upper cervical spinal cord). การรวมกันของเส้นทางสัญญาณนี้ทำให้สมองไม่สามารถแยกแหล่งที่มาของอาการปวดได้ชัดเจน จึงรับรู้ว่าความปวดจากคอเป็นการปวดที่ศีรษะ.

โครงสร้างที่สามารถเป็นต้นกำเนิดของอาการปวดได้ (Pain generator) ได้แก่ ข้อต่อ Atlanto-Occipital (C0–C1), ข้อต่อ Atlanto-Axial (C1–C2), ข้อต่อ C2–C3 Zygapophyseal joint, รวมถึงกล้ามเนื้อรอบคอ เช่น Sternocleidomastoid, Splenius Capitis, Trapezius. เมื่อข้อต่อเหล่านี้เกิดการอักเสบ เสื่อม หรือเคลื่อนไหวผิดแนว จะกระตุ้นตัวรับความปวด (nociceptors).

การกระตุ้นเส้นทาง Trigemino-Cervical Reflex ทำให้เกิดการส่งสัญญาณความเจ็บปวดขึ้นสู่สมองส่วนกลาง ซึ่งเชื่อมโยงกับบริเวณ Orbital, Temporal และ Frontal จึงอธิบายได้ว่าทำไมผู้ป่วยมักมีอาการปวดร้าวจากคอขึ้นไปที่ขมับหรือตา.

ในผู้ป่วยบางรายที่มีการอักเสบเรื้อรังของข้อต่อหรือกล้ามเนื้อ จะเกิดภาวะ Central Sensitization ซึ่งเป็นการไวเกินของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกปวดมากขึ้นจากสิ่งกระตุ้นเล็กน้อย (Allodynia). การอักเสบนี้สัมพันธ์กับการหลั่งสารสื่อประสาท เช่น Substance P, CGRP, และ Glutamate ซึ่งเพิ่มความไวของเส้นประสาทและก่อให้เกิดการอักเสบแบบ neurogenic.

กล้ามเนื้อรอบคอที่หดเกร็งเรื้อรัง เช่น Semispinalis capitis และ Levator scapulae ส่งผลให้เกิดการกดหลอดเลือดและขาดออกซิเจนในเนื้อเยื่อ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดสารกระตุ้นความเจ็บปวด (Pain mediators) มากขึ้น. การทำงานผิดปกติของการรับรู้ตำแหน่งของคอ (Proprioception) ยังทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะหรือเสียสมดุลในบางราย.

โดยสรุป CGH เป็นผลจากความผิดปกติของโครงสร้างทางกายวิภาคและระบบประสาทที่ซับซ้อน โดยเฉพาะวงจรระหว่าง Cervical Nerves (C1–C3) และ Trigeminal System. ความเข้าใจในกลไกนี้นำไปสู่แนวทางการรักษาที่มุ่งลดการอักเสบ ปรับสมดุลกล้ามเนื้อ และยับยั้งการส่งสัญญาณประสาทที่มากเกินไป.

กลไกการเกิดอาการของ Cervicogenic Headache

Clinical Presentation

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว เริ่มต้นจากบริเวณคอหรือท้ายทอย แล้วร้าวขึ้นไปยังขมับ หรือรอบดวงตา. ลักษณะอาการปวดมักเป็นแบบตื้อ หนัก หรือแน่น ไม่ใช่แบบเต้นเหมือนไมเกรน และมีความรุนแรงปานกลางถึงมาก.

อาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของคอ เช่น หันศีรษะ หรือเงยหน้า และจะลดลงเมื่อพัก. การกดหรือคลำบริเวณข้อต่อคอหรือกล้ามเนื้อจะทำให้เกิดอาการปวดซ้ำได้ (Reproduction of pain). อาจพบคอแข็ง เคลื่อนไหวได้จำกัด และกล้ามเนื้อรอบคอตึง.

อาการอื่นที่อาจพบได้ เช่น เวียนศีรษะ หรือรู้สึกไม่มั่นคงจากการเสียสมดุลของสัญญาณ Proprioception. ต่างจาก Cluster Headache ตรงที่ไม่มีอาการ autonomic เช่น น้ำตาไหลหรือคัดจมูก.

Sign & Symptom Pathogenesis Frequency Specificity
ปวดคอร้าวขึ้นศีรษะข้างเดียว การส่งสัญญาณผ่าน Trigeminocervical nucleus ++++ ++++
ปวดมากขึ้นเมื่อขยับคอ การระคายเคืองข้อต่อหรือกล้ามเนื้อคอ ++++ +++
คอเคลื่อนไหวจำกัด ข้อต่ออักเสบหรือกล้ามเนื้อเกร็ง +++ +++
เจ็บบริเวณท้ายทอย กล้ามเนื้อและเส้นประสาทรอบคอถูกกดทับ +++ +++
เวียนศีรษะ / รู้สึกเสียสมดุล Proprioceptive dysfunction ++ ++

Investigation

การวินิจฉัยส่วนใหญ่ทำได้จากประวัติและการตรวจร่างกายที่ละเอียด โดยเน้นการหาตำแหน่งของแหล่งกำเนิดอาการปวด. MRI ของคอ ใช้ประเมินการเสื่อมของข้อต่อ, การอักเสบ, หรือการกดทับเส้นประสาท. ในบางกรณีอาจใช้ Dynamic X-ray หรือ CT Scan เพื่อดูความไม่มั่นคงของข้อต่อระดับบนของคอ.

การบล็อกเส้นประสาท (Diagnostic Nerve Block) เช่น C2–C3 Facet Block หรือ Greater Occipital Nerve Block ช่วยยืนยันการวินิจฉัย หากอาการปวดหายไปหลังฉีดยาชาชั่วคราว.

Diagnosis Criteria

ตามเกณฑ์ของ ICHD-3 (International Classification of Headache Disorders, 3rd edition) การวินิจฉัย Cervicogenic Headache ต้องมีลักษณะดังนี้:

  • อาการปวดศีรษะสัมพันธ์กับความผิดปกติของกระดูกสันหลังส่วนคอ เช่น เกิดขึ้นหลังบาดเจ็บหรืออักเสบ.
  • อาการปวดเกิดหรือรุนแรงขึ้นเมื่อเคลื่อนไหวคอ หรือกดจุดเฉพาะในคอ.
  • อาการปวดลดลงหรือหายไปหลังจากบล็อกเส้นประสาทเฉพาะที่ (Nerve block).
  • ไม่มีสาเหตุอื่นที่อธิบายได้ดีกว่า (เช่น Migraine, Tension-type headache).

Differential Diagnosis

โรค ลักษณะทางคลินิก ลักษณะจำเพาะแยกจาก CGH
ไมเกรน (Migraine) ปวดตุบข้างเดียว คลื่นไส้ แพ้แสง/เสียง CGH ไม่ปวดตุบ ไม่มีอาการคลื่นไส้ และกระตุ้นด้วยการเคลื่อนไหวคอ
Tension-Type Headache ปวดสองข้าง แบบรัดแน่น ไม่มีพยาธิสภาพที่คอ CGH ปวดข้างเดียว มีการจำกัดการเคลื่อนไหวของคอ
Occipital Neuralgia ปวดแปล๊บเป็นช่วง ๆ บริเวณท้ายทอย CGH ปวดตื้อ ต่อเนื่อง ไม่ใช่ปวดแปล๊บ
Cluster Headache ปวดรุนแรงรอบตา มีอาการ autonomic เช่น น้ำตาไหล CGH ไม่มีอาการ autonomic และสัมพันธ์กับคอ
Vertebral Artery Dissection ปวดคอร่วมกับอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน เป็นภาวะเฉียบพลัน ต้องตรวจหลอดเลือด ไม่เหมือน CGH ที่เรื้อรัง

Treatment

การรักษา Cervicogenic Headache (CGH) มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขสาเหตุของอาการปวดจากโครงสร้างในกระดูกสันหลังส่วนคอ โดยใช้การรักษาแบบผสมผสาน (Multimodal Approach) ได้แก่ การทำกายภาพบำบัด (Physical therapy), การใช้ยา (Pharmacologic therapy) และการบล็อกเส้นประสาท (Interventional procedures).

แนวทางแรกคือการทำกายภาพบำบัด ซึ่งรวมถึงการบริหารกล้ามเนื้อคอ, การยืดกล้ามเนื้อ, การทำ Joint mobilization และการปรับท่าทางการนั่งหรือทำงานให้เหมาะสมเพื่อลดการกดทับบริเวณข้อต่อคอระดับบน. การประคบร้อนและเย็นสลับกันสามารถช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อได้ดี.

การใช้ยามีบทบาทในการลดการอักเสบและคลายกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในระยะเฉียบพลัน เช่น NSAIDs (Ibuprofen, Naproxen) หรือยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น Tizanidine และ Cyclobenzaprine. ในกรณีที่อาการปวดเรื้อรัง การใช้ยากลุ่ม Neuropathic pain modulator เช่น Amitriptyline หรือ Gabapentin อาจให้ผลดี. หากอาการไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาการบล็อกเส้นประสาท (Nerve block) ที่ระดับ C2–C3 หรือ Greater Occipital nerve.

การผ่าตัดไม่ใช่วิธีหลัก แต่จะพิจารณาในกรณีที่มีพยาธิสภาพชัดเจน เช่น หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท หรือภาวะไม่มั่นคงของข้อต่อคอ (Instability). การรักษาควรทำร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น การจัดท่านั่ง การพักระหว่างการทำงาน และการออกกำลังกายกล้ามเนื้อคออย่างสม่ำเสมอ.

Pharmacology

การใช้ยาสำหรับรักษาอาการปวดศีรษะจากต้นกำเนิดที่คอมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ และคลายกล้ามเนื้อ โดยการเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและความรุนแรงของผู้ป่วย.

กลุ่มยา ตัวอย่างยา กลไกการออกฤทธิ์ หมายเหตุทางคลินิก
NSAIDs Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac ยับยั้งเอนไซม์ COX เพื่อลดการอักเสบและความปวด เป็นแนวทางแรกในการรักษาระยะเฉียบพลัน หลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคไตหรือกระเพาะอาหาร
Muscle Relaxant Tizanidine, Cyclobenzaprine ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อผ่านระบบประสาทส่วนกลาง เหมาะกับผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อเกร็งร่วมด้วย ผลข้างเคียงคืออาการง่วงซึม
Neuropathic Modulator Amitriptyline, Gabapentin, Pregabalin เพิ่มการยับยั้งสัญญาณปวดผ่านระบบ serotonergic และ GABAergic เหมาะสำหรับอาการเรื้อรังหรือมีลักษณะปวดแผ่กระจาย
Local Injection Lidocaine, Bupivacaine ยับยั้งการส่งสัญญาณความปวดเฉพาะที่ ใช้ทั้งวินิจฉัยและรักษา เช่น C2–C3 facet block หรือ occipital nerve block
Botulinum Toxin A Onabotulinum toxin A ยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาท acetylcholine ที่ปลายประสาท เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งหรือเรื้อรังต่อเนื่อง

การรักษาด้วยยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดการแบบองค์รวม ควรใช้ร่วมกับกายภาพบำบัดและการปรับท่าทางการใช้ชีวิตเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด. ผู้ป่วยที่มีอาการดื้อต่อการรักษาแบบเดิมควรพิจารณาการรักษาแบบแทรกแซง เช่น การฉีดยาชาเฉพาะจุด (Nerve block) หรือ Radiofrequency ablation.

Guideline

แนวทางการรักษา Cervicogenic Headache ตามมาตรฐานสากล (เช่น EFNS 2021 และ AHS 2022) แนะนำการรักษาเป็นขั้นตอน (Stepwise approach) ดังนี้:

ขั้นตอนที่ 1: Conservative Therapy

  • การปรับท่าทาง (Postural correction): ปรับระดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้สูงระดับสายตา หลีกเลี่ยงการก้มคอนาน ๆ
  • กายภาพบำบัด (Physical therapy): เน้นการยืดกล้ามเนื้อคอ การเสริมความแข็งแรงของ deep neck flexors
  • การทำ Manual therapy: เช่น Myofascial release และ Joint mobilisation

ขั้นตอนที่ 2: Pharmacologic Therapy

  • เริ่มด้วย NSAIDs และ Muscle relaxant เพื่อบรรเทาอาการปวดเฉียบพลัน
  • ใช้ Amitriptyline หรือ Gabapentin หากอาการปวดเรื้อรังหรือมี neuropathic pain
  • อาจใช้ corticosteroid ชั่วคราวในรายที่มีการอักเสบเด่นชัด

ขั้นตอนที่ 3: Interventional Management

  • Occipital Nerve Block หรือ C2–C3 Facet Block เพื่อลดอาการและยืนยันการวินิจฉัย
  • Radiofrequency Ablation ในกรณีที่มีอาการเรื้อรังและตอบสนองชั่วคราวต่อ nerve block

ขั้นตอนที่ 4: Maintenance

  • เน้นการออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อคออย่างต่อเนื่อง
  • จัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมและลดความเครียด
  • ติดตามอาการเป็นระยะ ปรับแผนการรักษาตามความเปลี่ยนแปลง

Example Doctor’s Orders

Case 1: Acute Cervicogenic Headache, 50 kg

Dx: Cervicogenic headache due to cervical muscle spasm

Rx:

  • Ibuprofen 400 mg PO q8h with meals × 5 days
  • Tizanidine 2 mg PO q12h prn muscle pain
  • Hot compress neck and shoulder 15 min bid
  • Physiotherapy: cervical mobilisation and posture correction
  • Ergonomic advice and rest from heavy lifting

Physician: ___________________ License: _______ Date: _______ Time: _______

Case 2: Chronic Cervicogenic Headache, 50 kg

Dx: Chronic cervicogenic headache secondary to C2–C3 facet arthropathy

Rx:

  • Gabapentin 300 mg PO qhs, titrate to 600 mg qhs
  • Amitriptyline 10 mg PO at bedtime
  • Physical therapy and posture correction
  • Occipital nerve block with 1% Lidocaine + Triamcinolone 10 mg/mL
  • Follow-up in 4 weeks, consider radiofrequency ablation if recurrent

Physician: ___________________ License: _______ Date: _______ Time: _______

Disclaimer: Example for educational purposes only, not for direct patient advice.

Prognosis

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมจะมีการตอบสนองที่ดี โดยเฉพาะเมื่อเริ่มรักษาในระยะเริ่มต้น. ประมาณ 70–80% ของผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหลังการรักษาด้วยกายภาพบำบัดและยา. อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความเสื่อมของข้อต่อคอมาก หรือท่าทางไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน มักมีอาการเรื้อรังและกลับมาเป็นซ้ำได้.

ปัจจัยที่ทำให้พยากรณ์โรคแย่ ได้แก่ ภาวะเครียดสะสม, การนั่งทำงานท่าก้มคอนาน, การขาดการออกกำลังกาย และการนอนในท่าทางที่คอผิดแนว. การรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพ เช่น ร่วมกับนักกายภาพบำบัด แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ จะช่วยลดอัตราการกลับเป็นซ้ำได้ดี.

Prevention

  • หลีกเลี่ยงการก้มศีรษะหรือใช้มือถือ/คอมพิวเตอร์นานเกินไป
  • จัดท่านั่งและโต๊ะทำงานให้เหมาะสมกับระดับสายตา
  • บริหารกล้ามเนื้อคอและไหล่เป็นประจำ
  • พักระหว่างการทำงานทุก 30–45 นาทีเพื่อยืดกล้ามเนื้อ
  • นอนบนหมอนที่รองรับแนวกระดูกสันหลังอย่างเหมาะสม

Conclusion

Take-home Message

  • Cervicogenic Headache มีสาเหตุจากโครงสร้างในคอ ไม่ใช่ปวดศีรษะปฐมภูมิ.
  • อาการปวดสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของคอและท่าทาง.
  • การวินิจฉัยอาศัยประวัติ ตรวจร่างกาย และตอบสนองต่อ nerve block.
  • การรักษาที่ได้ผลดีควรรวมกายภาพบำบัด ยา และการปรับพฤติกรรม.

Quiz (USMLE / OSCE)

Which cervical joints are most commonly implicated in cervicogenic headache?
C1–C3 zygapophyseal joints, especially C2–C3.
What is the key neuroanatomical structure in CGH pathophysiology?
The trigeminocervical nucleus where trigeminal and cervical afferents converge.
Which diagnostic test confirms CGH?
Relief of pain after diagnostic cervical nerve block.
What distinguishes CGH from migraine?
Pain in CGH is non-throbbing, unilateral, and aggravated by neck movement.
Which medication is first-line for acute CGH?
NSAIDs such as ibuprofen or naproxen.
What interventional therapy provides long-term relief in recurrent CGH?
Radiofrequency ablation of the medial branch nerves (C2–C3).
Which muscle is commonly involved in CGH?
Semispinalis capitis and splenius capitis.
What is a poor prognostic factor in CGH?
Chronic cervical degeneration and poor postural habits.
Which nerve is targeted in occipital nerve block?
Greater occipital nerve (C2).
What is the role of botulinum toxin in CGH?
It reduces muscle overactivity and nociceptive transmission in refractory cases.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำไม Cervicogenic Headache ถึงไม่หายขาด?

เนื่องจากต้นเหตุคือความผิดปกติของโครงสร้างคอ เช่น ข้อต่อเสื่อม หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากไม่ได้แก้ไขสาเหตุหลัก เช่น ท่าทางและพฤติกรรม ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้.

การทำกายภาพบำบัดช่วยได้จริงหรือไม่?

ช่วยได้มาก โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการจากกล้ามเนื้อหรือข้อต่อคอ การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการปรับท่าทางช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ.

สามารถใช้ยาแก้ปวดทั่วไปได้หรือไม่?

สามารถใช้ได้ในระยะเฉียบพลัน เช่น Paracetamol หรือ Ibuprofen แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรรักษาร่วมกับกายภาพและการปรับพฤติกรรม.

การบล็อกเส้นประสาทปลอดภัยหรือไม่?

เป็นหัตถการที่ปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลข้างเคียงพบน้อย และช่วยบรรเทาอาการได้หลายสัปดาห์ถึงเดือน.

มีวิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีกหรือไม่?

การออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ การปรับท่าทางการทำงาน และการจัดหมอนให้เหมาะสม เป็นวิธีหลักในการลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำของอาการ CGH.

Disclaimer: This content is intended for medical professionals for educational purposes only, not for direct patient advice. www.banmor.org

References

  1. Headache Classification Committee of the International Headache Society (IHS). The International Classification of Headache Disorders, 3rd edition (ICHD-3). Cephalalgia. 2018.
  2. Antonaci F, et al. Cervicogenic headache: evaluation and management. Curr Pain Headache Rep. 2020.
  3. American Headache Society (AHS) Guidelines for Secondary Headache. 2022.
  4. European Federation of Neurological Societies (EFNS). Guidelines on the treatment of cervicogenic headache. 2021.
  5. Biondi DM. Cervicogenic headache: mechanisms, evaluation, and treatment strategies. J Am Osteopath Assoc. 2020.

Author & Review

Compiled from peer-reviewed references and clinical guidelines. Adapted and reviewed by:
Teerawat Suwannee MD

Teerawat Suwannee MD

Medical Doctor License 44780
นายแพทย์ธีรวัฒน์ สุวรรณี ว.44780

บ้านหมอ.org – www.banmor.org
Medical Library for Medical Profession