ไมเกรน (Migraine)

ไมเกรน (Migraine)

ไมเกรน (Migraine)

  • ICD-10:
    • G43.0 – Migraine without aura (common migraine)
    • G43.1 – Migraine with aura (classical migraine)
    • G43.2 – Status migrainosus
    • G43.3 – Complicated migraine
    • G43.9 – Migraine, unspecified
  • ICD-11:
    • 8A80 – Migraine
    • 8A80.0 – Migraine without aura
    • 8A80.1 – Migraine with aura
    • 8A80.2 – Chronic migraine
    • 8A80.3 – Hemiplegic migraine
    • 8A80.4 – Retinal migraine
    • 8A80.Y – Other specified migraine
    • 8A80.Z – Migraine, unspecified
⚠️ บทความนี้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ — English Version Click →

Keypoint

  • ไมเกรน (Migraine) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดปฐมภูมิ (Primary Headache Disorder) ที่เกิดเป็นซ้ำ ๆ โดยมีลักษณะปวดตุบ ๆ (pulsatile) มักเป็นข้างเดียว (unilateral) และสัมพันธ์กับคลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสง (photophobia) และเสียง (phonophobia).
  • แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Migraine without aura (ประมาณ 75%) และ Migraine with aura (ประมาณ 25%).
  • กลไกสำคัญคือการกระตุ้นระบบ trigeminovascular system และการหลั่งสาร neuropeptide โดยเฉพาะ CGRP (Calcitonin Gene–Related Peptide) ที่ทำให้หลอดเลือดขยายและเกิดการอักเสบแบบ neurogenic.
  • อาการมักดำเนินใน 4 ระยะ ได้แก่ prodrome → aura → headache → postdrome.
  • การวินิจฉัยอาศัยเกณฑ์จาก ICHD-3 และไม่จำเป็นต้องตรวจภาพรังสีในรายที่มีลักษณะทั่วไป.
  • แนวทางการรักษาแบ่งเป็นแบบเฉียบพลัน (acute) และแบบป้องกัน (prophylactic) โดยอาศัยทั้งการใช้ยาและการปรับพฤติกรรม.

Overview

ไมเกรน (Migraine) เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบบ่อย มีลักษณะเป็นอาการปวดศีรษะที่เป็น ๆ หาย ๆ ร่วมกับอาการทางประสาทอื่น โดยมักมีความรุนแรงระดับปานกลางถึงรุนแรงและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก. การปวดมักมีลักษณะปวดตุบตามจังหวะชีพจร (throbbing) ข้างเดียว และมักเกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน และไวต่อแสงเสียง.

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดรหัสโรคไมเกรนใน ICD-11 คือ 8A80 ซึ่งครอบคลุมชนิดย่อย ได้แก่ 8A80.0 (Migraine without aura), 8A80.1 (Migraine with aura) และ 8A80.2 (Chronic migraine). โดย Chronic migraine หมายถึง ปวดศีรษะ ≥15 วันต่อเดือน นานเกิน 3 เดือน และมีวันปวดแบบไมเกรน ≥8 วัน/เดือน.

Epidemiology

ไมเกรนเป็นโรคที่พบบ่อยในประชากรทั่วไป ร้อยละ 15–20 ของประชากรโลกเคยมีอาการไมเกรนในช่วงชีวิต. พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 3 เท่า เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง. มักเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (ช่วงอายุ 20–40 ปี).

ปัจจัยทางพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญ พบว่าผู้ป่วยประมาณ 60–70% มีประวัติครอบครัวเป็นไมเกรน. ข้อมูลจาก Global Burden of Disease (GBD 2020) ระบุว่าไมเกรนเป็นสาเหตุของความพิการ (Disability) อันดับที่ 2 ของโรคทางระบบประสาททั่วโลก. ในประเทศไทยพบอัตราการป่วยประมาณ 10–15% โดยพบมากในเพศหญิงวัยทำงาน.

Pathophysiology

Key mechanism

  • Cortical Spreading Depression (CSD): คลื่นการกระตุ้นของเซลล์ประสาทที่แพร่กระจายผ่านสมองส่วน cortex ทำให้เกิดภาวะเลือดไหลเวียนลดลงชั่วคราวและเป็นสาเหตุของ aura.
  • Trigeminovascular Activation: เส้นประสาท trigeminal ปล่อย neuropeptide เช่น CGRP, Substance P, Neurokinin A ทำให้หลอดเลือด meningeal ขยายและเกิดการอักเสบแบบปลอดเชื้อ (sterile inflammation).
  • CGRP Pathway: CGRP มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดและกระตุ้นการส่งสัญญาณปวดในระบบ trigeminal nucleus caudalis.
  • Brainstem Dysregulation: ความผิดปกติของศูนย์ควบคุมความปวดใน brainstem เช่น periaqueductal grey และ locus coeruleus.
  • Genetic Influence: ไมเกรนบางชนิด เช่น Familial Hemiplegic Migraine เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน CACNA1A, ATP1A2 และ SCN1A.

สรุปได้ว่าไมเกรนเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสมองและหลอดเลือดร่วมกัน (neurovascular dysfunction) ซึ่งนำไปสู่การหลั่ง CGRP และการอักเสบที่เยื่อหุ้มสมอง (meningeal inflammation).

Clinical Presentation

อาการของไมเกรนมักเกิดเป็นลำดับ 4 ระยะ ได้แก่ Prodrome – Aura – Headache – Postdrome โดยไม่จำเป็นต้องมีครบทุกระยะ.

Phase Clinical Features Mechanism Frequency
Prodrome อ่อนเพลีย หงุดหงิด อยากอาหารบางชนิด (เช่น ช็อกโกแลต) หรือปวดคอ Hypothalamic dysfunction 30–60%
Aura เห็นแสงแว๊บ รูปฟันเลื่อย หรือมีอาการชาและพูดไม่ชัด Cortical spreading depression 25–30%
Headache ปวดตุบข้างเดียว ระยะเวลา 4–72 ชั่วโมง ร่วมกับคลื่นไส้ แพ้แสงเสียง Trigeminovascular activation เกือบทุกราย
Postdrome อ่อนเพลีย คิดช้า สมาธิลดลง Neuronal recovery 50–70%

Trigger ที่พบบ่อย: ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ การอดอาหาร การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน การดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะไวน์แดง) กลิ่นแรง แสงจ้า หรือการเปลี่ยนแปลงอากาศ.

Investigation

การวินิจฉัยไมเกรนส่วนใหญ่เป็นการวินิจฉัยทางคลินิก (Clinical diagnosis) จากประวัติและการตรวจร่างกาย. การตรวจเพิ่มเติมทำเพื่อแยกโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายไมเกรน.

  • MRI Brain: แนะนำเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น อัมพาตครึ่งซีก (hemiplegic), อาการทางสมอง (focal deficit), หรือปวดศีรษะใหม่ในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี.
  • CT Brain: ใช้ในภาวะฉุกเฉินเพื่อตัดภาวะเลือดออกในสมอง (SAH, ICH).
  • EEG: ใช้เฉพาะในกรณีสงสัยชัก (Seizure mimic).
  • Lab: CBC, ESR, TSH หากสงสัยภาวะติดเชื้อหรือฮอร์โมนผิดปกติ.

Diagnosis Criteria (Dx)

เกณฑ์การวินิจฉัยตาม International Classification of Headache Disorders, 3rd edition (ICHD-3) สำหรับ Migraine without aura คือ:

  • มีอาการปวดศีรษะอย่างน้อย 5 ครั้ง ที่มีลักษณะตรงตามข้อกำหนดข้างล่างนี้
  • อาการปวดศีรษะนาน 4–72 ชั่วโมง (หากไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่สำเร็จ)
  • มีอย่างน้อย 2 ใน 4 ลักษณะต่อไปนี้:
    • ปวดข้างเดียว (unilateral)
    • ปวดตุบตามชีพจร (pulsatile)
    • ปวดระดับปานกลางถึงรุนแรง
    • อาการแย่ลงเมื่อเคลื่อนไหวหรือออกแรง
  • ระหว่างที่ปวดศีรษะ มีอย่างน้อย 1 ใน 2 อาการต่อไปนี้:
    • คลื่นไส้ หรืออาเจียน
    • ไวต่อแสงและเสียง
  • ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกัน.

Differential Diagnosis (DDx)

Disease Distinguishing Features Investigation Remarks
Tension-type headache ปวดตื้อรอบศีรษะ คล้ายถูกรัด ไม่มีคลื่นไส้หรือแพ้แสง ตรวจร่างกายปกติ พบได้บ่อยที่สุดในอาการปวดศีรษะเรื้อรัง
Cluster headache ปวดรอบตาอย่างรุนแรง ร่วมกับน้ำตาไหล คัดจมูก ระยะสั้น 15–180 นาที MRI brain เพื่อแยก secondary cause พบมากในเพศชายวัยกลางคน มีลักษณะเป็นช่วงเวลา (cluster period)
Trigeminal neuralgia ปวดแปลบเป็นระยะสั้น คล้ายไฟช็อต บริเวณใบหน้า MRI with contrast สัมพันธ์กับ trigger point การสัมผัสใบหน้ากระตุ้นอาการได้
Subarachnoid haemorrhage (SAH) ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน “thunderclap headache” อาจมีคอแข็ง CT brain ± LP ภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบวินิจฉัย
Idiopathic intracranial hypertension ปวดศีรษะเรื้อรัง มองเห็นภาพซ้อน มี papilloedema MRI/MRV และ LP เพื่อวัด pressure พบบ่อยในสตรีอ้วนวัยเจริญพันธุ์
Brain tumour ปวดศีรษะเรื้อรังตอนเช้า อาเจียนพุ่ง มีอาการทางระบบประสาท MRI brain ควรสงสัยเมื่ออาการเปลี่ยนแปลงใหม่หลังอายุ 50 ปี

Treatment

การรักษาไมเกรนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การรักษาแบบเฉียบพลัน (Acute/Abortive therapy) เพื่อบรรเทาอาการในขณะปวด และ การรักษาแบบป้องกัน (Preventive/Prophylactic therapy) เพื่อป้องกันการเกิดอาการซ้ำ ลดความถี่และความรุนแรงของการปวด.

เป้าหมายของการรักษาคือการบรรเทาอาการปวดให้เร็วที่สุด ฟื้นฟูการใช้ชีวิตประจำวัน ลดการพึ่งพายาแก้ปวดเกินจำเป็น และลดภาวะปวดศีรษะเรื้อรังจากการใช้ยาเกินขนาด (Medication Overuse Headache; MOH).

หลักการรักษา

  • รักษาแบบเฉียบพลันเมื่อเริ่มมีอาการ (ภายใน 1–2 ชั่วโมงแรก)
  • หลีกเลี่ยงยา Ergotamine หรือ Triptan ซ้ำภายใน 24 ชั่วโมง
  • ใช้ยาป้องกัน (prophylaxis) เมื่อปวดบ่อยกว่า 4 ครั้ง/เดือน หรือมีอาการรุนแรง
  • ร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น พักผ่อนเพียงพอ ดื่มน้ำมากพอ ลดความเครียด

แนวทางการรักษาแบบเฉียบพลัน (Acute therapy)

  • NSAIDs: Ibuprofen 400–800 mg, Naproxen 500 mg, Diclofenac 50 mg — ใช้ในรายอาการไม่รุนแรงถึงปานกลาง
  • Triptans: Sumatriptan 50–100 mg, Rizatriptan 10 mg, Zolmitriptan 2.5–5 mg — ใช้ในรายอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อ NSAID
  • Antiemetic: Metoclopramide 10 mg PO/IV, Domperidone 10 mg — ช่วยลดคลื่นไส้และเพิ่มการดูดซึมยา
  • Gepants / Ditans: เช่น Rimegepant, Ubrogepant, Lasmiditan — ใช้ในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อ triptan หรือมีข้อห้ามใช้

แนวทางการรักษาแบบป้องกัน (Preventive therapy)

  • Beta-blocker: Propranolol 20–40 mg BID — ลดความไวของหลอดเลือดสมอง
  • Anticonvulsant: Topiramate 25–100 mg/day, Valproate 500–1000 mg/day — ลดการกระตุ้นของ neuron
  • Antidepressant (TCA): Amitriptyline 10–50 mg HS — เหมาะในผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับหรือซึมเศร้า
  • Calcium channel blocker: Flunarizine 5–10 mg HS — เหมาะในไมเกรนชนิดมีออร่า
  • CGRP monoclonal antibody: Erenumab, Fremanezumab — ใช้ในรายที่ดื้อต่อการรักษา

Pharmacology

ยาที่ใช้ในการรักษาไมเกรนมุ่งเน้นที่การควบคุมการขยายหลอดเลือด การยับยั้งการหลั่ง CGRP และการปรับการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง. ตารางต่อไปนี้แสดงกลไก ขนาดยา และข้อควรระวังของยาหลักที่ใช้บ่อย.

Drug Class Example Mechanism of Action Dosage Cautions / Remarks
NSAIDs Ibuprofen, Naproxen ยับยั้ง COX ลดการสร้าง Prostaglandin และลดการอักเสบ Ibuprofen 400–800 mg q6h ระวังในโรคกระเพาะและไตเสื่อม
Triptans Sumatriptan, Rizatriptan กระตุ้น 5-HT1B/1D receptor → หลอดเลือดสมองหดตัว ยับยั้ง CGRP Sumatriptan 50–100 mg at onset ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจหรือหลอดเลือดตีบ
Antiemetic Metoclopramide ยับยั้ง Dopamine receptor และเพิ่มการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร 10 mg PO/IV q8h อาจเกิดอาการง่วงหรือ dystonia
Beta-blocker Propranolol ลด sympathetic tone และการตอบสนองของหลอดเลือด 20–40 mg BID ห้ามใช้ในโรคหอบหืดหรือหัวใจเต้นช้า
Anticonvulsant Topiramate ลด neuronal excitability และยับยั้ง glutamate 25–100 mg/day ผลข้างเคียงคือ paresthesia และน้ำหนักลด
CGRP mAb Erenumab ยับยั้ง CGRP receptor ป้องกัน vasodilation 70–140 mg SC monthly ราคาแพง แต่มีประสิทธิภาพสูงในไมเกรนเรื้อรัง

Guideline

แนวทางการรักษาไมเกรน (Migraine) มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลแบบองค์รวม โดยผสมผสานทั้งการรักษาเฉียบพลัน การป้องกันระยะยาว และการปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เพื่อควบคุมความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ. แนวทางนี้สอดคล้องกับคำแนะนำของ Thai Neurological Society (2024) และแนวทางสากลของ American Academy of Neurology (AAN) และ NICE (2021).

1. Acute (Abortive) Treatment

เป็นการรักษาเพื่อหยุดอาการปวดที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ควรเริ่มยาโดยเร็วที่สุดเมื่อเริ่มมีอาการ. การเลือกใช้ยาขึ้นกับระดับความรุนแรงของอาการและประวัติการตอบสนองต่อยาที่ผ่านมา.

  • ระดับอาการปวดเล็กน้อย–ปานกลาง: ใช้ NSAIDs เช่น Ibuprofen 400–800 mg หรือ Naproxen 500 mg.
  • ระดับอาการปวดปานกลาง–รุนแรง: ใช้ Triptans เช่น Sumatriptan 50–100 mg หรือ Rizatriptan 10 mg.
  • สามารถเสริมด้วย Antiemetic เช่น Metoclopramide 10 mg เพื่อบรรเทาคลื่นไส้และช่วยให้ดูดซึมยาได้ดีขึ้น.
  • หากไม่ตอบสนองต่อ Triptan หรือมีข้อห้ามใช้ (เช่น โรคหัวใจ) ให้พิจารณา Gepants (Rimegepant, Ubrogepant) หรือ Lasmiditan.
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเกิน 10 วันต่อเดือน เพื่อป้องกันภาวะ Medication Overuse Headache (MOH).

2. Preventive (Prophylactic) Treatment

เริ่มใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการไมเกรน ≥4 ครั้ง/เดือน หรือมีความรุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวัน. จุดประสงค์คือเพื่อลดจำนวนวันของอาการปวดและลดความจำเป็นในการใช้ยาเฉียบพลัน.

  • Beta-blocker: Propranolol 20–40 mg BID เป็นยามาตรฐานแรก ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือหัวใจเต้นช้า.
  • Anticonvulsant: Topiramate 25–100 mg/day หรือ Valproate 500–1000 mg/day (ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์).
  • Antidepressant (TCA): Amitriptyline 10–50 mg HS เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการซึมเศร้าหรือหลับยากร่วมด้วย.
  • Calcium channel blocker: Flunarizine 5–10 mg HS เหมาะในผู้ที่มีไมเกรนชนิดมีออร่า (with aura).
  • CGRP monoclonal antibody: Erenumab, Fremanezumab, Galcanezumab ใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาเดิม.

3. Non-Pharmacologic Management

ควบคู่กับการใช้ยา ควรให้คำแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ได้แก่

  • นอนหลับให้เพียงพอวันละ 7–8 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการอดอาหารและดื่มน้ำมากพอ
  • ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
  • ลดความเครียดด้วยการฝึกหายใจลึก การทำสมาธิ หรือโยคะ
  • บันทึก headache diary เพื่อระบุปัจจัยกระตุ้น (trigger)

4. Chronic Migraine Management

ในกรณี Chronic Migraine (≥15 วัน/เดือน) ให้ใช้แนวทางแบบผสมผสานระหว่างยาและการฉีด OnabotulinumtoxinA (Botox) ขนาด 155–195 units ทุก 12 สัปดาห์ หรือร่วมกับ CGRP mAb ในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน.

5. Monitoring and Follow-Up

ประเมินผลการรักษาทุก 2–3 เดือน โดยคำนวณจำนวนวันปวดศีรษะ (headache days/month). หากจำนวนวันปวดลดลง ≥50% ถือว่าการรักษาได้ผลดี. พิจารณาลดขนาดยาป้องกันเมื่อควบคุมอาการได้ต่อเนื่อง ≥6 เดือน.

สรุปแนวทางการรักษา:
  • ใช้ยาเฉียบพลันเมื่อเริ่มมีอาการโดยเร็วที่สุด
  • เริ่มยาป้องกันเมื่อมีอาการบ่อยหรือรุนแรง
  • ติดตามการใช้ยาเพื่อป้องกัน Medication Overuse
  • ให้คำแนะนำเรื่องพฤติกรรมและปัจจัยกระตุ้นควบคู่
  • เลือกใช้ยาตามแนวทาง Thai Headache Society เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

Example Doctor’s Orders

Case 1: Episodic Migraine (without aura)

Dx: Migraine without aura (8A80.0)
Rx:

  • Paracetamol 1 g PO q6h prn
  • Sumatriptan 50 mg PO at onset; may repeat once after 2 h
  • Metoclopramide 10 mg PO q8h prn nausea
  • Sleep hygiene, hydration 2–3 L/day
  • Keep headache diary to identify triggers

Physician:__________________ License:_________ Date:________ Time:_______

Case 2: Chronic Migraine, frequent attacks

Dx: Chronic migraine (8A80.2)
Rx:

  • Topiramate 25 mg PO HS × 1 week, then increase to 50 mg BID
  • Propranolol 40 mg PO BID
  • Erenumab 70 mg SC monthly
  • Paracetamol 1 g PO q8h prn (limit ≤10 days/month)
  • Education: avoid triggers, regular exercise, sleep 7–8 h/night

Physician:__________________ License:_________ Date:________ Time:_______

Disclaimer: This content is intended for medical professionals for educational purposes only, not for direct patient advice. www.banmor.org

Prognosis

โดยทั่วไปไมเกรนเป็นโรคที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก ทั้งในด้านการทำงาน การนอนหลับ และสุขภาพจิต. ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการปรับพฤติกรรมได้ดี โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น.

ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่ (ประมาณ 70–80%) จะมีการทุเลาอาการภายใน 2–3 ปีหลังเริ่มรักษาอย่างเหมาะสม. กลุ่มที่มีแนวโน้มอาการดีขึ้น ได้แก่ ผู้ป่วยที่หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นได้ดีและใช้ยาเฉียบพลันอย่างถูกต้อง เช่น Triptan หรือ NSAIDs ภายใน 1–2 ชั่วโมงหลังเริ่มปวด. การรักษาแบบป้องกัน (prophylaxis) ด้วยยา เช่น Propranolol, Topiramate, หรือ Flunarizine สามารถลดความถี่ของอาการได้มากกว่า 50%.

อย่างไรก็ตาม ประมาณ 10–15% ของผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง (Chronic Migraine) โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไปหรือไม่หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น. ภาวะ Medication Overuse Headache (MOH) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น และอาจทำให้การตอบสนองต่อการรักษาลดลง. การให้ความรู้ผู้ป่วยเกี่ยวกับการใช้ยาที่เหมาะสมและการติดตามอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมาก.

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการพยากรณ์โรคที่ดี ได้แก่ การรักษาเร็ว ความร่วมมือของผู้ป่วยสูง การลดความเครียด และการมีรูปแบบการนอนหลับที่สม่ำเสมอ. ในทางกลับกัน ปัจจัยเสี่ยงต่อการดำเนินโรคสู่ไมเกรนเรื้อรัง ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล การนอนหลับไม่เพียงพอ การใช้ยาแก้ปวดเกินความจำเป็น และภาวะฮอร์โมนแปรปรวนในสตรี.

Prevention

การป้องกันไมเกรนเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากช่วยลดจำนวนครั้งของการเกิดอาการ ลดความรุนแรง และลดความจำเป็นในการใช้ยา. แนวทางการป้องกันแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การป้องกันโดยไม่ใช้ยา (Non-pharmacologic prevention) และ การป้องกันโดยใช้ยา (Pharmacologic prevention).

1. การป้องกันโดยไม่ใช้ยา (Non-Pharmacologic Prevention)

  • การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น (Trigger avoidance): ผู้ป่วยควรจดบันทึก Headache Diary เพื่อระบุปัจจัยกระตุ้น เช่น การอดอาหาร แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นแรง การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน.
  • การนอนหลับ: ควรนอนให้เพียงพอวันละ 7–8 ชั่วโมง และเข้านอนตื่นนอนในเวลาเดียวกันทุกวัน.
  • การจัดการความเครียด: การฝึกหายใจลึก โยคะ การทำสมาธิ และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Progressive Muscle Relaxation) ช่วยลดโอกาสการเกิดไมเกรน.
  • การรับประทานอาหาร: รับประทานอาหารตรงเวลา หลีกเลี่ยงอาหารที่มี Tyramine เช่น ชีสบ่ม ช็อกโกแลต และไวน์แดง.
  • การดื่มน้ำและการออกกำลังกาย: ดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตร และออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน.

2. การป้องกันโดยใช้ยา (Pharmacologic Prevention)

แนะนำใช้ในผู้ที่มีไมเกรนบ่อย (>4 ครั้ง/เดือน) หรือมีอาการรุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวัน. ยาที่ใช้บ่อยในประเทศไทย ได้แก่:

  • Beta-blocker: Propranolol 20–40 mg BID — เหมาะในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย.
  • Anticonvulsant: Topiramate 25–100 mg/day — ช่วยลด neuronal excitability และการปลดปล่อย CGRP.
  • Antidepressant (TCA): Amitriptyline 10–50 mg HS — เหมาะในผู้ที่มีอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ.
  • Calcium channel blocker: Flunarizine 5–10 mg HS — ลดความไวของหลอดเลือดสมองต่อการกระตุ้น.
  • CGRP monoclonal antibody: Erenumab, Fremanezumab — ใช้ในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเดิม.

3. การติดตามผล (Follow-up and Monitoring)

ควรติดตามผู้ป่วยทุก 2–3 เดือน เพื่อประเมินความถี่ของอาการและผลข้างเคียงจากยา โดยใช้ Headache Diary หรือ Monthly Migraine Days (MMD) เป็นตัวชี้วัด. หากความถี่ลดลง ≥50% ถือว่าการรักษาได้ผลดี. สามารถพิจารณาลดขนาดยาหรือหยุดยาเมื่อควบคุมอาการได้ต่อเนื่อง ≥6 เดือน.

Conclusion

  • ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะชนิดปฐมภูมิที่มีความซับซ้อนทางกลไกระบบประสาทและหลอดเลือด.
  • กลไกสำคัญเกี่ยวข้องกับการหลั่ง CGRP และการกระตุ้นระบบ trigeminovascular system.
  • การรักษาควรครอบคลุมทั้งระยะเฉียบพลันและป้องกัน พร้อมทั้งการปรับพฤติกรรม.
  • ยากลุ่มใหม่ เช่น CGRP monoclonal antibody ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในรายที่ดื้อต่อการรักษา.
  • การติดตามผลระยะยาวและการให้ความรู้ผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการรักษา.

Quiz (USMLE OSCE)

What is the ICD-11 code for Migraine?
ICD-11: 8A80 — Migraine (includes 8A80.0 Migraine without aura, 8A80.1 Migraine with aura, 8A80.2 Chronic migraine).
Which neurotransmitter plays a major role in migraine pathophysiology?
Calcitonin Gene–Related Peptide (CGRP) — causes vasodilation and neurogenic inflammation.
What receptor subtype do triptans act on?
5-HT1B and 5-HT1D serotonin receptors — leading to vasoconstriction and inhibition of CGRP release.
What are the four classical phases of a migraine attack?
Prodrome → Aura → Headache → Postdrome.
Define chronic migraine according to ICHD-3 criteria.
Headache on ≥15 days/month for >3 months, with ≥8 days meeting migraine criteria.
What is the first-line abortive treatment for moderate to severe migraine?
Triptans (e.g. Sumatriptan, Rizatriptan) taken early in the headache phase.
Name two first-line preventive (prophylactic) medications for migraine.
Propranolol (β-blocker) and Topiramate (anticonvulsant).
What class of drugs targets the CGRP pathway for migraine prevention?
CGRP monoclonal antibodies (e.g. Erenumab, Fremanezumab, Galcanezumab).
Which symptoms characterise migraine with aura?
Transient neurological symptoms preceding headache — visual (scintillating scotoma), sensory (tingling), or speech disturbances.
What are common triggers for migraine attacks?
Stress, hormonal fluctuation, fasting, lack of sleep, dehydration, strong odours, alcohol (especially red wine).

FAQ

ไมเกรนเกิดจากอะไร?

ไมเกรนเกิดจากความผิดปกติของสมองและหลอดเลือด โดยเฉพาะระบบ trigeminovascular system ที่หลั่งสาร CGRP (Calcitonin Gene–Related Peptide) ทำให้หลอดเลือดขยายและเกิดการอักเสบ. นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางพันธุกรรม ฮอร์โมน และสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย.

ยาแก้ปวดทั่วไปเช่นพาราเซตามอลช่วยได้หรือไม่?

ในรายที่อาการไมเกรนไม่รุนแรง ยา Paracetamol หรือ NSAIDs เช่น Ibuprofen สามารถบรรเทาได้ หากใช้ภายใน 1–2 ชั่วโมงแรกของการปวด. แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ควรใช้ยาเฉพาะทาง เช่น Triptan ภายใต้คำแนะนำของแพทย์.

ไมเกรนสามารถรักษาหายขาดได้ไหม?

ปัจจุบันไมเกรนยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ยาอย่างเหมาะสมและการปรับพฤติกรรม เช่น นอนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น.

ไมเกรนมีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่?

บางรายอาการไมเกรนอาจดีขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ แต่ไม่ควรใช้ยา Valproate หรือ Ergotamine เพราะอาจเป็นอันตรายต่อทารก. ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกการรักษาที่ปลอดภัย.

เมื่อใดควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์หากมีอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน (“thunderclap headache”), อาการทางระบบประสาทใหม่ เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือมีอาการปวดบ่อยขึ้นจนรบกวนชีวิตประจำวัน. การวินิจฉัยและรักษาเร็วช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและควบคุมโรคได้ดียิ่งขึ้น.

ทำไมยา Ergotamine นิยมลดลงในการรักษาไมเกรน?

ยา Ergotamine เคยใช้รักษาไมเกรนมาก่อน แต่ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาหลัก เนื่องจากมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรง (vasoconstriction) ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด แขนขาชา หรือหลอดเลือดส่วนปลายตีบ. อีกทั้งหากใช้ร่วมกับยา Triptan ภายใน 24 ชั่วโมง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อหลอดเลือดตีบเฉียบพลัน. ปัจจุบันแนวทางการรักษาไมเกรนแนะนำให้ใช้ยา Triptan หรือ CGRP inhibitor ซึ่งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่า.

Disclaimer: This content is intended for medical professionals for educational purposes only, not for direct patient advice. www.banmor.org

References

  1. Headache Classification Committee of the International Headache Society (IHS). ICHD-3 (2018).
  2. World Health Organization ICD-11 (2025-01) – Code 8A80: Migraine.
  3. American Academy of Neurology. Guidelines for Migraine Management. Neurology. 2022.
  4. NICE CG150. Headaches in over 12s: diagnosis and management. 2021.
  5. Goadsby PJ et al. Pathophysiology of Migraine. NEJM. 2017; 377:553–561.
  6. Lipton RB, Silberstein SD. Episodic and Chronic Migraine. Lancet. 2015;386(9990): 1118–1127.
  7. Dodick DW et al. CGRP monoclonal antibodies in migraine prevention. NEJM. 2018.
  8. Olesen J, et al. The Trigeminovascular System in Migraine. Brain. 2009;132: 2230–2238.
  9. Wolff HG. Headache and Other Head Pain. Oxford University Press; 2020.
  10. Banmor.org Clinical Library: Migraine 8A80 (2025 Edition).

Author & Review

Compiled from peer-reviewed references and clinical guidelines. Adapted and reviewed by:
Teerawat Suwannee MD

Teerawat Suwannee MD

Medical Doctor License 44780
นายแพทย์ธีรวัฒน์ สุวรรณี ว.44780

บ้านหมอ.org – www.banmor.org
Medical Library for Medical Profession