ปวดศรีษะจากความเครียด Tension-Type Headache (TTH)
- ICD-10:
- G44.2 – Tension-type headache
- ICD-11:
- 8A81 – Tension-type headache
- 8A81.0 – Infrequent episodic tension-type headache
- 8A81.1 – Frequent episodic tension-type headache
- 8A81.2 – Chronic tension-type headache
Keypoint / Clinical Pearl
- อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียด (Tension-Type Headache; TTH) เป็นอาการปวดศีรษะปฐมภูมิที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก
- ลักษณะการปวดมักเป็นแบบรัดรอบศีรษะ ปวดตื้อๆ หรือแน่นคล้ายมีแถบรัด มักปวดทั้งสองข้าง
- ไม่สัมพันธ์กับอาการคลื่นไส้ หรือไวต่อแสงและเสียงเหมือนไมเกรน
- สาเหตุเกี่ยวข้องกับความเครียด การเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะ และความผิดปกติของระบบควบคุมความเจ็บปวดในสมอง
- การรักษาควรใช้ทั้งยาและการปรับพฤติกรรม เช่น การผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการจัดการความเครียด
Overview
อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียด (Tension-Type Headache: TTH) เป็นชนิดของอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุดในประชากรทั่วไป มีลักษณะการปวดแบบรัดรอบศีรษะทั้งสองข้าง คล้ายมีแถบหรือที่คาดศีรษะรัดไว้ อาการปวดมักมีความรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่เป็นแบบตุบๆ เหมือนไมเกรน และไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้หยุดกิจกรรมประจำวันได้ โดยทั่วไปไม่สัมพันธ์กับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการไวต่อแสงและเสียง.
อาการปวดมักเกิดจากความเครียด การทำงานหนัก การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือท่าทางที่ไม่เหมาะสมขณะทำงาน เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ในรายที่เป็นเรื้อรังจะมีอาการปวดศีรษะเกือบทุกวัน และมักมีความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย การวินิจฉัยโรคนี้ส่วนใหญ่ทำจากประวัติและอาการ ไม่จำเป็นต้องตรวจภาพสมอง ยกเว้นกรณีที่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทหรืออาการปวดศีรษะเฉียบพลัน.
Epidemiology
อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มโรคปวดศีรษะ โดยมีอัตราการเกิดในช่วงชีวิต (Lifetime prevalence) อยู่ระหว่าง 30–80% ของประชากรทั่วโลก. กลุ่มอายุที่พบบ่อยที่สุดคือช่วงอายุ 20–50 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานที่มีความเครียดสูง.
พบได้ทั้งในเพศชายและหญิง แต่ในเพศหญิงพบได้บ่อยกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง (Chronic TTH). ข้อมูลจาก Global Burden of Disease (GBD 2019) รายงานว่า TTH เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบบ่อยเป็นอันดับสองรองจากไมเกรน และเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียคุณภาพชีวิตในประชากรวัยทำงาน.
ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ความเครียดทางอารมณ์ การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือจ้องหน้าจอนานๆ การนอนหลับไม่เพียงพอ ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล. ในกลุ่มที่ใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไปอาจเกิดภาวะ Medication Overuse Headache (MOH) ซึ่งทำให้ปวดศีรษะเรื้อรังมากขึ้น.
Pathophysiology
Key points
- กลไกการเกิด TTH มีทั้งจากการกระตุ้นของกล้ามเนื้อรอบศีรษะ (Peripheral mechanism) และการไวของระบบประสาทส่วนกลาง (Central sensitisation)
- กล้ามเนื้อรอบศีรษะและคอ เช่น temporalis, frontalis, trapezius มีการหดเกร็งและส่งสัญญาณปวดต่อเนื่อง
- ในผู้ป่วยเรื้อรัง ระบบควบคุมความเจ็บปวดของสมองบกพร่อง โดยเฉพาะการยับยั้งของ serotonin และ noradrenaline
- ความเครียดและภาวะทางอารมณ์ส่งผลต่อการทำงานของ HPA axis และเพิ่มการรับรู้ความเจ็บปวด
- มีหลักฐานการเปลี่ยนแปลงของสมองในส่วน periaqueductal gray (PAG), thalamus และ anterior cingulate cortex
- กล้ามเนื้ออักเสบและสารสื่อประสาท เช่น bradykinin, prostaglandin, serotonin มีบทบาทสำคัญ
กลไกการเกิดอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ กลไกส่วนปลาย (Peripheral mechanism) และ กลไกส่วนกลาง (Central mechanism).
ในระยะเริ่มต้น การปวดมักมาจากการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและลำคอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ temporalis, frontalis และ trapezius ซึ่งเกิดจากความเครียด ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หรือการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำๆ. การหดเกร็งดังกล่าวกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด (nociceptor) ทำให้หลั่งสารเคมี เช่น bradykinin, prostaglandin, serotonin ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบระดับไมโครและเพิ่มความไวของเส้นประสาท.
เมื่อมีการกระตุ้นซ้ำๆ เป็นเวลานาน จะเกิดภาวะ Central sensitisation คือสมองส่วนประมวลผลความเจ็บปวด โดยเฉพาะใน trigeminal nucleus caudalis และ dorsal horn มีการเปลี่ยนแปลงของการส่งสัญญาณประสาท ทำให้เกิดการไวต่อความเจ็บปวด (hyperalgesia) แม้ไม่มีสิ่งกระตุ้นจากภายนอก. การควบคุมความเจ็บปวดจากระบบยับยั้งส่วนบน (descending inhibitory pathway) ที่ใช้สาร serotonin และ noradrenaline ลดลง ทำให้ผู้ป่วยรับรู้ความปวดมากขึ้น.
นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติของสารสื่อประสาทหลายชนิด เช่น serotonin, GABA, endorphin และ noradrenaline ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยับยั้งความเจ็บปวด. ภาวะเครียดและวิตกกังวลเรื้อรังส่งผลให้ HPA axis ทำงานมากเกินไป ทำให้ระดับ cortisol สูงและส่งเสริมการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ รวมถึงการรับรู้ความเจ็บปวดมากขึ้น.
การศึกษาโดยใช้ fMRI และ PET พบความผิดปกติของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความเจ็บปวด เช่น periaqueductal gray (PAG), thalamus และ anterior cingulate cortex (ACC). การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้บ่งชี้ว่า TTH ไม่ได้เป็นเพียงกล้ามเนื้ออักเสบ แต่เป็นโรคของการควบคุมความเจ็บปวดที่ผิดปกติของสมอง.
Clinical Presentation
อาการของ Tension-Type Headache (TTH) มีลักษณะเด่นคือปวดศีรษะแบบ รัดรอบศีรษะทั้งสองข้าง หรือปวดแบบแน่นๆ คล้ายมีแถบหรือที่คาดรัดรอบศีรษะ บางรายจะอธิบายว่า “ปวดเหมือนถูกบีบหัว” ความรุนแรงของอาการมักอยู่ในระดับ เล็กน้อยถึงปานกลาง และไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้หยุดกิจวัตรประจำวันได้. อาการมักค่อยๆ เริ่มและคงอยู่นานตั้งแต่ 30 นาทีถึงหลายชั่วโมง หรือในรายเรื้อรังอาจปวดได้หลายวันติดต่อกัน.
ลักษณะการปวดเป็นแบบ non-pulsating (ไม่ตุบๆ เหมือนไมเกรน) มักปวดทั้งสองข้าง โดยเฉพาะบริเวณขมับ หน้าผาก หลังศีรษะ หรือท้ายทอย และบางรายอาจมีอาการปวดลามไปที่ไหล่และต้นคอร่วมด้วย. อาการจะไม่รุนแรงขึ้นจากการออกแรงทำกิจกรรม เช่น เดิน วิ่ง หรือปีนบันได ซึ่งแตกต่างจากไมเกรนที่มักปวดมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว.
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน แต่บางรายอาจมีอาการไวต่อแสง (photophobia) หรือเสียง (phonophobia) ได้เล็กน้อย แต่ไม่เกิดพร้อมกันทั้งสองอาการ. ในรายที่เป็น Chronic Tension-Type Headache จะมีอาการปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือนนานเกิน 3 เดือน และมักมีอาการปวดกล้ามเนื้อรอบศีรษะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อ temporalis, frontalis, และ trapezius.
การตรวจร่างกายมักไม่พบความผิดปกติทางระบบประสาท (neurological deficit) แต่จะพบว่ามีกล้ามเนื้อรอบศีรษะและลำคอกดเจ็บ หรือเกร็งตึงเมื่อคลำ ซึ่งสะท้อนภาวะ myofascial tenderness. ผู้ป่วยบางรายจะมีปัจจัยร่วม เช่น ความเครียด ภาวะวิตกกังวล หรือซึมเศร้า ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการได้บ่อยขึ้น.
| Sign & Symptom | Pathogenesis | Frequency | Specificity |
|---|---|---|---|
| ปวดศีรษะรัดรอบทั้งสองข้าง | กล้ามเนื้อรอบศีรษะเกร็งและส่งสัญญาณปวดต่อเนื่อง | ++++ | +++ |
| ไม่คลื่นไส้ ไม่อาเจียน | ไม่มีการกระตุ้นระบบ trigeminal–autonomic | +++ | ++++ |
| กล้ามเนื้อรอบศีรษะและคอกดเจ็บ | myofascial hyperalgesia จากการไวของเส้นประสาทส่วนปลาย | ++++ | ++++ |
| อาการไม่แย่ลงเมื่อออกแรงทำกิจกรรม | ไม่มีการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนเลือดในสมอง | ++++ | +++ |
Investigation
การวินิจฉัย Tension-Type Headache ส่วนใหญ่สามารถทำได้จากประวัติและการตรวจร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมในผู้ป่วยทั่วไป. การตรวจเพิ่มเติมมีจุดประสงค์เพื่อแยกโรคปวดศีรษะทุติยภูมิ (Secondary headache) หรือเมื่อมีอาการผิดปกติที่ไม่เข้าได้กับ TTH.
- Neuroimaging (CT/MRI): ควรทำเมื่อมีอาการเตือน (Red flag) เช่น ปวดศีรษะเฉียบพลันรุนแรง (thunderclap headache), มีอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง หรือสงสัยภาวะก้อนในสมอง.
- Laboratory tests: ตรวจ CBC, ESR, TSH ในกรณีสงสัยการติดเชื้อ ภาวะโลหิตจาง หรือโรคต่อมไทรอยด์.
- Psychological assessment: ควรประเมินภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือความเครียดเรื้อรังในผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง.
Diagnosis Criteria
การวินิจฉัยอาศัยเกณฑ์จาก International Classification of Headache Disorders (ICHD-3) ซึ่งแบ่งเป็น episodic และ chronic ดังนี้:
- มีอาการปวดศีรษะอย่างน้อย 10 ครั้ง โดย:
- ปวดน้อยกว่า 1 วันต่อเดือน (infrequent episodic)
- หรือปวด 1–14 วันต่อเดือน (frequent episodic) ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน
- อาการปวดศีรษะนานตั้งแต่ 30 นาทีถึง 7 วัน
- มีอาการอย่างน้อย 2 ข้อดังนี้:
- ปวดทั้งสองข้างของศีรษะ (bilateral)
- ลักษณะการปวดแบบรัดแน่น (pressing/tightening, non-pulsating)
- ความรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ไม่รุนแรงขึ้นเมื่อออกแรงทำกิจกรรมประจำวัน
- มีอาการร่วมทั้งสองข้อดังนี้:
- ไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน
- อาจมีอาการไวต่อแสง (photophobia) หรือเสียง (phonophobia) ได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
- ไม่มีโรคอื่นที่สามารถอธิบายอาการได้ดีกว่า
Differential Diagnosis
การแยกโรคของ Tension-Type Headache (TTH) มีความสำคัญเพื่อไม่ให้พลาดโรคปวดศีรษะชนิดอื่นที่มีอันตรายหรือมีสาเหตุเฉพาะ โดยเฉพาะ Migraine และ Cluster headache ซึ่งเป็น primary headache เช่นเดียวกัน แต่มีลักษณะทางคลินิกและกลไกทางพยาธิสรีรวิทยาที่แตกต่างกัน. นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาโรคจากสาเหตุทุติยภูมิ เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง เนื้องอก หรือโรคของหลอดเลือด.
Migraine จะมีลักษณะปวดตุบข้างเดียว ความรุนแรงมากกว่าชัดเจน มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไวต่อแสงและเสียงร่วมด้วย ซึ่งต่างจาก TTH ที่ปวดตื้อ ไม่ตุบ และไม่มีอาการระบบประสาทอัตโนมัติ. ส่วน Cluster headache จะปวดรุนแรงเฉียบพลันบริเวณรอบตาข้างเดียว ร่วมกับอาการ autonomic เช่น น้ำตาไหล คัดจมูก หนังตาตก ซึ่งไม่พบใน TTH.
Cervicogenic headache เป็นอีกภาวะหนึ่งที่มีอาการปวดศีรษะจากต้นกำเนิดของกระดูกสันหลังส่วนคอ ลักษณะการปวดมักเริ่มจากท้ายทอยและร้าวขึ้นศีรษะข้างเดียว ตรวจพบว่าการเคลื่อนไหวของคอจำกัดและปวดมากขึ้นเมื่อหันศีรษะ. ในขณะที่ TTH มักปวดสองข้างและไม่มีการจำกัดการเคลื่อนไหวของคอ.
อีกภาวะที่ควรระวังคือ Medication Overuse Headache (MOH) ซึ่งเกิดจากการใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป เช่น NSAIDs หรือ Paracetamol มากกว่า 15 วันต่อเดือน จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังและไม่ตอบสนองต่อการรักษา โดยอาการจะดีขึ้นหลังหยุดยาที่เป็นสาเหตุอย่างน้อย 2 สัปดาห์.
ในผู้สูงอายุ ควรพิจารณา Temporal arteritis (Giant cell arteritis) ซึ่งมีอาการปวดขมับร่วมกับหนังศีรษะเจ็บ เคี้ยวแล้วปวดกราม (jaw claudication) และ ESR สูงผิดปกติ ซึ่งต้องรีบรักษาด้วย corticosteroid เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็น. นอกจากนี้ยังควรแยกจาก Secondary causes เช่น ภาวะเนื้องอกในสมอง การติดเชื้อเยื่อหุ้มสมอง หรือภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง.
| โรค | ลักษณะทางคลินิกสำคัญ | ข้อแตกต่างจาก TTH |
|---|---|---|
| Migraine | ปวดตุบข้างเดียว คลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสงและเสียง | TTH ปวดตื้อสองข้าง ไม่คลื่นไส้ และไม่ไวต่อแสงเสียงรุนแรง |
| Cluster Headache | ปวดรุนแรงรอบตาข้างเดียว มีน้ำตาไหล หนังตาตก คัดจมูก | TTH ปวดไม่รุนแรง ไม่มีอาการ autonomic ร่วม |
| Cervicogenic Headache | ปวดจากต้นคอ ร้าวขึ้นศีรษะข้างเดียว ปวดมากเมื่อขยับคอ | TTH ปวดสองข้าง ไม่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของคอ |
| Medication Overuse Headache (MOH) | ปวดศีรษะเรื้อรังในผู้ใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป | ดีขึ้นหลังหยุดยาแก้ปวดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ |
| Temporal Arteritis | พบในผู้สูงอายุ ปวดขมับ เคี้ยวแล้วเจ็บกราม ESR สูง | TTH มักพบในวัยทำงาน ESR ปกติ |
Treatment
การรักษา Tension-Type Headache (TTH) มีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาอาการปวดเฉียบพลัน ป้องกันการเกิดซ้ำ และลดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะเรื้อรัง โดยใช้การรักษาทั้งทางยาและไม่ใช้ยา. สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเป็นครั้งคราว (Episodic TTH) การใช้ยาแก้ปวดอย่างเหมาะสมจะช่วยควบคุมอาการได้ดี ส่วนผู้ที่มีอาการปวดบ่อยหรือเรื้อรัง (Chronic TTH) ควรใช้ยาป้องกันร่วมกับการปรับพฤติกรรมและการจัดการความเครียด.
ยาที่ใช้บ่อยในระยะเฉียบพลัน ได้แก่ Paracetamol และ NSAIDs เช่น Ibuprofen, Naproxen ซึ่งมีประสิทธิภาพดีในอาการปวดระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง. ห้ามใช้ยา opioid หรือ barbiturate เพราะเสี่ยงต่อการเสพติดและทำให้เกิด Medication Overuse Headache (MOH).
สำหรับการป้องกันในรายที่เป็นเรื้อรัง ยากลุ่ม Tricyclic Antidepressant (เช่น Amitriptyline) เป็นยาหลักที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รองลงมาคือ Venlafaxine หรือ Mirtazapine. การรักษาแบบไม่ใช้ยา เช่น การทำกายภาพบำบัด ฝึกการผ่อนคลาย (Relaxation therapy), Cognitive Behavioural Therapy (CBT), และการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ มีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมอาการในระยะยาว.
Pharmacology
การรักษาด้วยยาของ Tension-Type Headache แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ การรักษาเฉียบพลัน (Acute treatment) และ การรักษาป้องกัน (Preventive treatment).
| กลุ่มยา | ชื่อยา | กลไกการออกฤทธิ์ | ขนาดยา (ผู้ใหญ่) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|
| ยาแก้ปวด (Analgesic) | Paracetamol | ยับยั้งการสร้าง Prostaglandin ในสมอง ลดการรับรู้ความเจ็บปวด | 500–1000 mg PO ทุก 6 ชั่วโมง (สูงสุด 4 g/วัน) | เป็นยาลำดับแรกในการรักษาอาการปวดระดับเล็กน้อย |
| NSAIDs | Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac | ยับยั้งเอนไซม์ COX → ลดการอักเสบและการหลั่ง Prostaglandin | Ibuprofen 400 mg ทุก 8 ชม. หรือ Naproxen 500 mg ทุก 12 ชม. | เหมาะกับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อ Paracetamol |
| กล้ามเนื้อคลาย (Muscle Relaxant) | Tizanidine, Cyclobenzaprine | ลดการส่งสัญญาณประสาทในไขสันหลัง ช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ | Tizanidine 2–4 mg วันละ 2–3 ครั้ง | ใช้ในรายที่มีอาการเกร็งกล้ามเนื้อร่วม |
| ยาต้านซึมเศร้า (TCA) | Amitriptyline | ยับยั้งการดูดกลับของ Serotonin และ Noradrenaline ในสมอง | 10–75 mg ก่อนนอน | ยาหลักในการป้องกันอาการปวดศีรษะเรื้อรัง |
| ยาต้านซึมเศร้าแบบ SNRI | Venlafaxine, Mirtazapine | เพิ่มระดับ Serotonin และ Noradrenaline | Venlafaxine 75–150 mg/วัน | ใช้แทน Amitriptyline ในผู้ที่มีผลข้างเคียงจาก TCA |
| Anxiolytic | Diazepam, Clonazepam | เสริมฤทธิ์ GABA ลดความตึงของกล้ามเนื้อและความวิตกกังวล | Diazepam 2–5 mg ก่อนนอน | ใช้ระยะสั้นเพื่อป้องกันการพึ่งพายา |
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดเกิน 10–15 วันต่อเดือนเพื่อป้องกันภาวะ MOH. การใช้ยาป้องกัน (Prophylaxis) เช่น Amitriptyline ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 6–8 สัปดาห์จึงจะเห็นผล. ในรายที่ไม่ตอบสนองอาจพิจารณาฉีด Botulinum toxin type A ในรายที่เป็นเรื้อรัง.
Guideline
แนวทางการรักษา อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียด (Tension-Type Headache; TTH) ประกอบด้วยการรักษาทางยา (Pharmacologic therapy) และการรักษาแบบไม่ใช้ยา (Non-pharmacologic therapy) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความรุนแรงของอาการ ป้องกันการเกิดซ้ำ และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะเรื้อรัง (Chronic TTH). แนวทางนี้อ้างอิงจาก สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย (Thai Neurological Society, 2024) และ European Federation of Neurological Societies (EFNS, 2020).
1. การรักษาเฉียบพลัน (Acute Management)
ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะแบบเฉียบพลันหรือเป็นครั้งคราว (Episodic TTH). ยาที่แนะนำอันดับแรกคือ Paracetamol 500–1000 mg หรือ NSAIDs เช่น Ibuprofen 400 mg, Naproxen 500 mg. ควรใช้เมื่อเริ่มมีอาการปวดทันทีและหลีกเลี่ยงการใช้ยาเกิน 10 วันต่อเดือนเพื่อป้องกันภาวะ Medication Overuse Headache (MOH). ไม่ควรใช้ยาในกลุ่ม Opioid หรือ Barbiturate เนื่องจากไม่มีประสิทธิภาพและมีความเสี่ยงต่อการติดยา.
2. การรักษาแบบป้องกัน (Preventive Therapy)
ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะบ่อย (≥10 วันต่อเดือน) หรือเป็นเรื้อรัง (>15 วันต่อเดือนนานเกิน 3 เดือน) ควรเริ่มการรักษาด้วยยาป้องกัน โดยยาหลักคือ Amitriptyline เริ่มขนาดต่ำ 10 mg ก่อนนอนและเพิ่มขนาดช้าๆ จนถึง 25–75 mg ตามการตอบสนอง. ยาทางเลือกคือ Venlafaxine หรือ Mirtazapine ในผู้ที่ไม่ทนต่อผลข้างเคียงของ TCA. การรักษาควรต่อเนื่องอย่างน้อย 3–6 เดือนและประเมินผลทุก 4–8 สัปดาห์.
3. การรักษาแบบไม่ใช้ยา (Non-pharmacologic Management)
มีบทบาทสำคัญในทั้งระยะเฉียบพลันและระยะป้องกัน โดยเฉพาะในรายที่มีปัจจัยกระตุ้นจากความเครียดหรือการเกร็งของกล้ามเนื้อ. แนวทางแนะนำประกอบด้วย:
- Cognitive Behavioural Therapy (CBT): ช่วยให้ผู้ป่วยรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กระตุ้นอาการปวดศีรษะ
- Biofeedback & Relaxation Training: ช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อและปรับสมดุลการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติ
- Physical Therapy: การยืดกล้ามเนื้อคอ ไหล่ และหลังส่วนบน รวมถึงการนวดบำบัด
- Ergonomic Correction: ปรับท่าทางขณะทำงาน เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ในท่าที่ถูกต้อง
- Sleep hygiene: การนอนให้เพียงพอในเวลาที่สม่ำเสมอเพื่อลดการกระตุ้นของระบบประสาทส่วนกลาง
4. การรักษาในรายเรื้อรังหรือไม่ตอบสนอง (Refractory or Chronic TTH)
ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อ Amitriptyline หรือ Venlafaxine หลังรักษาอย่างน้อย 3 เดือน อาจพิจารณา Botulinum toxin type A injection บริเวณกล้ามเนื้อรอบศีรษะและคอ ซึ่งมีหลักฐานช่วยลดความถี่ของอาการปวดในบางราย. ควรประเมินปัจจัยร่วม เช่น ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือการนอนหลับผิดปกติ ซึ่งอาจต้องรักษาร่วมด้วย.
5. การติดตามผลและให้ความรู้แก่ผู้ป่วย (Follow-up & Education)
ควรติดตามผู้ป่วยทุก 2–3 เดือนเพื่อประเมินความถี่และความรุนแรงของอาการ รวมถึงตรวจสอบการใช้ยาเกินจำเป็น. การให้ผู้ป่วยบันทึก Headache diary จะช่วยให้แพทย์ประเมินประสิทธิภาพของการรักษาได้ดียิ่งขึ้น. การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการความเครียด การออกกำลังกาย และการพักผ่อนเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ.
Example Doctor’s Orders
Case 1: Episodic TTH, 50 kg
Dx: Episodic Tension-Type Headache
Rx:
- Paracetamol 500 mg PO q6h prn pain
- Ibuprofen 400 mg PO q8h prn
- Tizanidine 2 mg PO q12h prn muscle tightness
- Advice: Hydration, posture correction, rest
Physician:__________________ License:_________ Date:________ Time:_______
Case 2: Chronic TTH, 50 kg
Dx: Chronic Tension-Type Headache
Rx:
- Amitriptyline 10 mg PO HS × 1 week → 25 mg HS
- Paracetamol 1 g PO q8h prn (max 10 days/month)
- Diazepam 2 mg PO HS × 5 days for muscle relaxation
- Physiotherapy and relaxation therapy referral
Physician:__________________ License:_________ Date:________ Time:_______
Prognosis (การพยากรณ์โรค)
อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียด (Tension-Type Headache; TTH) โดยทั่วไปมีพยากรณ์โรคที่ดี โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นชนิดเฉียบพลันหรือเป็นครั้งคราว (Episodic TTH) ซึ่งส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไปและการปรับพฤติกรรม เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และการออกกำลังกาย. ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน และไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานในระยะยาว.
อย่างไรก็ตาม ประมาณ 2–3% ของผู้ป่วยทั้งหมดอาจพัฒนาไปสู่ภาวะเรื้อรัง (Chronic Tension-Type Headache) ซึ่งหมายถึงมีอาการปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันเกิน 3 เดือนขึ้นไป. ในกลุ่มนี้จะมีอาการปวดศีรษะบ่อยครั้ง ความรุนแรงคงที่ และอาจมีภาวะทางอารมณ์ร่วม เช่น ซึมเศร้า (Depression) หรือวิตกกังวล (Anxiety disorder). หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตลดลงจากการนอนหลับไม่เพียงพอและประสิทธิภาพการทำงานลดลง.
พยากรณ์โรคจะดีขึ้นอย่างมากหากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและครบถ้วนตามแนวทาง ทั้งการใช้ยา เช่น Amitriptyline สำหรับรายเรื้อรัง และการบำบัดแบบไม่ใช้ยา เช่น CBT, การฝึกผ่อนคลาย, และกายภาพบำบัด. ในผู้ป่วยที่มีการจัดการความเครียดได้ดีและปรับพฤติกรรมการนอนหลับและการใช้ชีวิต จะสามารถลดความถี่ของอาการปวดลงได้อย่างชัดเจน.
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพยากรณ์โรคที่ไม่ดี ได้แก่ การใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป (ทำให้เกิด Medication Overuse Headache), ภาวะซึมเศร้าไม่ได้รับการรักษา, การนอนหลับไม่เพียงพอ และภาวะความเครียดเรื้อรัง. ดังนั้น การรักษาที่ได้ผลจะต้องเป็นแบบองค์รวม (Holistic management) ที่รวมการดูแลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของอาการในอนาคต.
Prevention
- จัดตารางการนอนและพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอและฝึกยืดกล้ามเนื้อคอและไหล่
- ลดความเครียดด้วยการฝึกหายใจลึก หรือทำสมาธิ
- จัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ในท่าที่ถูกต้อง
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป (<10 วัน/เดือน)
Conclusion
- TTH เป็นอาการปวดศีรษะปฐมภูมิที่พบบ่อยที่สุด
- กลไกเกิดจากความเกร็งของกล้ามเนื้อและการไวของระบบประสาทส่วนกลาง
- การรักษาประกอบด้วยยาแก้ปวด ยาต้านซึมเศร้า และการปรับพฤติกรรม
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาเกินจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงของ MOH
- การฝึกผ่อนคลายและลดความเครียดช่วยลดการเกิดซ้ำได้
- พยากรณ์โรคโดยทั่วไปดีหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
Quiz (USMLE OSCE)
FAQ
อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียด (Tension-Type Headache) ต่างจากไมเกรนอย่างไร?
อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดจะมีลักษณะปวดแบบตื้อ แน่น หรือเหมือนมีแถบรัดรอบศีรษะ มักปวดทั้งสองข้าง และไม่รุนแรงจนต้องหยุดกิจวัตรประจำวัน ในขณะที่ไมเกรนมักปวดตุบข้างเดียว มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และไวต่อแสงหรือเสียงร่วมด้วย.
อะไรคือสาเหตุหลักของ Tension-Type Headache?
สาเหตุหลักคือความเครียดทางจิตใจ การเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและคอ การนอนหลับไม่เพียงพอ ท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม (เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นาน) รวมถึงภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ซึ่งล้วนส่งผลให้เกิดการไวของระบบประสาทและความตึงของกล้ามเนื้อ.
การรักษา Tension-Type Headache ต้องใช้ยาอย่างเดียวหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องใช้ยาเพียงอย่างเดียว การรักษาที่ได้ผลควรใช้ร่วมกันระหว่างการใช้ยา (เช่น Paracetamol, NSAIDs, หรือ Amitriptyline) และการบำบัดแบบไม่ใช้ยา เช่น การฝึกผ่อนคลาย (Relaxation therapy), Cognitive Behavioural Therapy (CBT), การออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการนอนหลับให้เพียงพอ.
การใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไปมีอันตรายหรือไม่?
มีอันตราย เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะ Medication Overuse Headache (MOH) ซึ่งเป็นการปวดศีรษะเรื้อรังจากการใช้ยาแก้ปวดมากกว่า 10–15 วันต่อเดือน โดยอาการจะดีขึ้นหลังหยุดยาและปรับพฤติกรรมการรักษาอย่างเหมาะสม.
สามารถป้องกันการเกิด Tension-Type Headache ได้อย่างไร?
สามารถป้องกันได้โดยการจัดการความเครียดให้เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ จัดท่าทางการทำงานให้ถูกหลักการยศาสตร์ (ergonomic posture) ออกกำลังกายเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดเกินความจำเป็น. การฝึกหายใจลึกๆ ทำสมาธิ และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อสามารถลดโอกาสการเกิดอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
References
- World Health Organization. ICD-11: 8A81 – Tension-Type Headache (2025).
- Headache Classification Committee of the IHS. ICHD-3. Cephalalgia 2018.
- Thai Neurological Society. Headache Guideline, 2024.
- European Federation of Neurological Societies (EFNS) Guidelines on Tension-Type Headache, 2020.
- Bendtsen L, et al. Tension-Type Headache: Mechanisms and Management. Lancet Neurology 2018.
- Dodick DW. Chronic Tension-Type Headache: Pathophysiology and Treatment. NEJM 2019.
- Silberstein SD. Preventive Therapy of Headache Disorders. JAMA 2020.
- American Academy of Neurology. Practice Parameters for TTH. Neurology 2021.
- Olesen J. The Headaches, 4th Edition. Oxford University Press, 2021.
- Banmor.org Clinical Library: Tension-Type Headache (8A81), 2025 Edition.
Author & Review
Teerawat Suwannee MD
นายแพทย์ธีรวัฒน์ สุวรรณี ว.44780