โรคหวัดทั่วไป (Common Cold / Acute Nasopharyngitis)
- ICD-10:
- J00 – Acute nasopharyngitis (common cold)
- J06.9 – Acute upper respiratory infection, unspecified
- ICD-11 (MMS 2025-01):
- CA00 – Acute nasopharyngitis (common cold)
- CA00.0 – Acute coryza
- CA00.1 – Rhinopharyngitis
- CA00.Y – Other specified acute nasopharyngitis
- CA00.Z – Acute nasopharyngitis, unspecified
Key Clinical Pearls
- โรคหวัด (Common Cold) หรือ Acute Nasopharyngitis เป็นโรคติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Respiratory Tract Infection; URTI) ที่พบบ่อยที่สุดในมนุษย์
- เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Rhinovirus รองลงมาคือ Coronavirus, Adenovirus และ RSV
- การติดต่อเกิดจากละอองฝอย (Droplet) และการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ
- อาการมักไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 7–10 วัน
- การรักษาเป็นแบบประคับประคอง (Supportive treatment) ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะในกรณีไม่มีภาวะแทรกซ้อน
Overview
โรคหวัดทั่วไป (Common Cold) เป็นการติดเชื้อไวรัสเฉียบพลันของเยื่อบุโพรงจมูกและคอ (Nasopharynx) ทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ จาม และอ่อนเพลีย โดยอาการมักเป็นเพียงเล็กน้อยและหายได้เอง. โรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการลางานและขาดเรียน โดยผู้ใหญ่มีอัตราการป่วยเฉลี่ยปีละ 2–4 ครั้ง และเด็กอาจป่วยได้ถึง 8–12 ครั้งต่อปี.
ความแตกต่างระหว่าง Common Cold และโรคอื่น เช่น Influenza คือ Common Cold จะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ไข้ต่ำ และไม่มีอาการปวดเมื่อยมาก ในขณะที่ Influenza จะมีไข้สูงและอาการระบบชัดเจน.
Epidemiology
โรคหวัดพบได้ทั่วโลกและในทุกช่วงอายุ โดยพบมากที่สุดในเด็กเล็ก (อายุน้อยกว่า 6 ปี) เนื่องจากยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหลากหลายสายพันธุ์. ในผู้ใหญ่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว. ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การอยู่ในที่แออัด (เช่น โรงเรียน, สถานรับเลี้ยงเด็ก), การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ, สูบบุหรี่, ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และการขาดสุขอนามัยในการล้างมือ.
เชื้อไวรัสหวัดมีมากกว่า 200 สายพันธุ์ และความหลากหลายนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำได้ตลอดชีวิต.
Microbiology
เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคหวัดมีหลายชนิด โดยส่วนใหญ่เป็นไวรัส ได้แก่:
- Rhinovirus (~40–50%): เชื้อ RNA ไม่มีเยื่อหุ้ม (Non-enveloped RNA virus) อยู่ในตระกูล Picornaviridae. เป็นสาเหตุหลักของโรคหวัดในมนุษย์.
- Coronavirus (~10–15%): เช่น สายพันธุ์ OC43, 229E, NL63, HKU1 — ทำให้เกิดอาการคล้ายหวัดธรรมดา.
- Adenovirus: ทำให้เกิด Pharyngoconjunctival fever และ Upper respiratory tract infection.
- RSV (Respiratory Syncytial Virus): พบบ่อยในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ.
- Parainfluenza virus และ Metapneumovirus: ทำให้เกิดอาการคล้ายหวัดและบางครั้งอาจเป็นสาเหตุของ croup.
การติดเชื้อร่วมกันหลายชนิด (Coinfection) สามารถเกิดขึ้นได้และอาจทำให้ระยะเวลาของอาการยาวนานขึ้น.
ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของ Rhinovirus
Pathophysiology
กลไกการเกิดโรค
- เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางการสูดอากาศ (droplet inhalation) หรือการสัมผัส (fomite contact) แล้วเข้าสู่เยื่อบุโพรงจมูกและคอ
- Rhinovirus จับกับตัวรับ ICAM-1 receptor บนเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการติดเชื้อและการเพิ่มจำนวน
- เซลล์ที่ติดเชื้อหลั่งสาร cytokines เช่น IL-1, IL-6, TNF-α ทำให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่
- การอักเสบนี้ทำให้เกิดการขยายของหลอดเลือด (vasodilation), เพิ่มการซึมผ่านของผนังหลอดเลือด และเพิ่มการสร้างน้ำมูก
- Postnasal drip จากน้ำมูกที่ไหลลงคอ กระตุ้น receptor ทำให้เกิดอาการไอ
การตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบ cytokine-mediated เป็นสาเหตุของอาการไข้และอ่อนเพลีย. การแพร่เชื้อสูงสุดเกิดในช่วง 2–3 วันแรกของอาการ และผู้ป่วยส่วนใหญ่หายดีภายใน 7–10 วัน.
Clinical Presentation
| Sign & Symptom | Pathogenesis | Frequency | Specificity |
|---|---|---|---|
| Nasal congestion / rhinorrhoea | เยื่อบุจมูกอักเสบ มีการหลั่งน้ำมูกเพิ่มขึ้น | ++++ | ++ |
| Sore throat / pharyngitis | การระคายเคืองและอักเสบของเยื่อบุคอ | +++ | ++ |
| Sneezing | การกระตุ้นเส้นประสาท trigeminal | ++++ | + |
| Cough (dry or mild productive) | Postnasal drip และการระคายเคืองทางเดินหายใจ | +++ | + |
| Low-grade fever, malaise | Systemic cytokine response | ++ | + |
Investigation
การตรวจวินิจฉัยโรคหวัดส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ เนื่องจากสามารถวินิจฉัยได้จากประวัติและอาการทางคลินิก. การตรวจเพิ่มเติมจะพิจารณาในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือสงสัยโรคอื่น.
- Complete Blood Count (CBC): มักอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือมี lymphocytosis เล็กน้อย.
- CRP / ESR: ปกติ หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย.
- Virology (PCR / antigen test): ใช้ในกรณีศึกษาวิจัย หรือช่วงการระบาดของไวรัส.
- Imaging (X-ray): ใช้เฉพาะกรณีสงสัยภาวะแทรกซ้อน เช่น sinusitis หรือ pneumonia.
Diagnosis Criteria (Dx)
การวินิจฉัยโรคหวัดทำได้จากอาการและการตรวจร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ.
- มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เจ็บคอ หรือไอ
- ไม่มีอาการไข้สูง (<38.5°C) หรืออาการระบบรุนแรง
- อาการค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 7–10 วัน
- ไม่มีสัญญาณบ่งชี้โรคอื่น เช่น ไซนัสอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่
หากอาการอยู่นานเกิน 10–14 วัน หรือแย่ลงหลังเริ่มดีขึ้น ควรพิจารณาโรคแทรกซ้อนหรือการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม.
Differential Diagnosis (DDx)
| Disease | Distinguishing Features | Lab Findings | Specific Test |
|---|---|---|---|
| Influenza | ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยรุนแรง เหนื่อย เพลียมาก | Leukopenia, ↑ CRP | Rapid influenza antigen / PCR |
| COVID-19 | สูญเสียการรับรส กลิ่น ไข้ ไอ แห้ง | Lymphopenia | RT-PCR for SARS-CoV-2 |
| Allergic rhinitis | คันจมูก คันตา จามติดต่อกันหลายครั้ง ไม่มีไข้ | Eosinophilia | Skin prick / IgE test |
| Acute sinusitis | ปวดใบหน้า น้ำมูกข้นหรือหนอง อาการนาน >10 วัน | ↑ ESR/CRP | CT Sinus |
| Group A Streptococcal Pharyngitis | เจ็บคอมาก มีหนองที่ tonsil ไม่มีอาการไอ | Leukocytosis | Rapid antigen test / throat culture |
Treatment Overview
การรักษาโรคหวัดทั่วไปเป็นการรักษาแบบประคับประคอง (Supportive care) เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและหายได้เองใน 7–10 วัน. การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) ไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้นและอาจก่อให้เกิดภาวะดื้อยา. จุดประสงค์ของการรักษาคือบรรเทาอาการ ลดความไม่สบายตัว และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบหรือหูชั้นกลางอักเสบ.
- การพักผ่อนและดื่มน้ำ: ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและทำให้น้ำมูกไม่ข้น
- ยาลดไข้และยาแก้ปวด: เช่น Paracetamol หรือ Ibuprofen
- ยาลดน้ำมูก (Decongestant): เช่น Oxymetazoline nasal spray หรือ Pseudoephedrine
- ยาแก้ไอ: ใช้เฉพาะเมื่อไอรบกวนการนอนหรือการใช้ชีวิต
- การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (Saline nasal irrigation): ช่วยลดการอุดตันและทำให้หายใจสะดวกขึ้น
Pharmacology
การรักษาโรคหวัดทั่วไป (Common Cold) ด้วยยาเป็นการรักษาแบบ “ประคับประคองตามอาการ” (Symptomatic Treatment) เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสและไม่มีตัวยาเฉพาะที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้โดยตรง. จุดประสงค์ของการใช้ยาคือการลดความไม่สบายตัว เช่น ไข้ ปวดเมื่อย คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ และเจ็บคอ เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติในระหว่างที่ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกัน.
1. ยาลดไข้และยาแก้ปวด (Antipyretics / Analgesics)
ยากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใช้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคหวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือเจ็บคอ. ยาที่นิยมใช้มากที่สุดคือ Paracetamol (Acetaminophen) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ COX ในระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ลดการสร้าง Prostaglandin ที่เป็นตัวกระตุ้นอุณหภูมิของร่างกาย.
ขนาดยามาตรฐานคือ 500–1000 mg ทุก 6 ชั่วโมง (ไม่เกิน 4 กรัมต่อวันในผู้ใหญ่) และในเด็กให้ตามน้ำหนัก 10–15 mg/kg/dose ทุก 4–6 ชั่วโมง. ยานี้มีความปลอดภัยสูงหากใช้ในขนาดที่เหมาะสม แต่หากใช้เกินขนาดอาจเกิดพิษต่อตับ (Hepatotoxicity).
Ibuprofen เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในกรณีที่มีอาการปวดหรืออักเสบมาก โดยออกฤทธิ์ยับยั้ง COX ทั้งส่วนกลางและส่วนปลาย ลดการอักเสบได้ดีกว่า Paracetamol แต่ควรระวังในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร โรคไต หรือผู้สูงอายุ เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะไตเสื่อมเฉียบพลันหรือแผลในกระเพาะอาหาร.
2. ยาลดคัดจมูก (Decongestants)
อาการคัดจมูกเกิดจากการขยายของหลอดเลือดในเยื่อบุโพรงจมูกและการหลั่งเมือกที่มากขึ้น. ยาลดคัดจมูกช่วยบรรเทาโดยการกระตุ้นตัวรับ α-adrenergic receptor ทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการบวมของเยื่อบุจมูก และเพิ่มช่องทางการหายใจ.
ยาในกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท:
- ชนิดพ่นจมูก (Topical decongestants): เช่น Oxymetazoline 0.05% ใช้พ่นจมูกวันละ 2 ครั้ง ไม่ควรเกิน 5 วันติดต่อกัน เพราะอาจเกิดภาวะ rebound congestion (rhinitis medicamentosa) ซึ่งทำให้เยื่อบุจมูกบวมมากกว่าเดิม.
- ชนิดรับประทาน (Oral decongestants): เช่น Pseudoephedrine 60 mg ทุก 6 ชั่วโมง หรือ Phenylephrine 10 mg ทุก 6 ชั่วโมง โดยออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางเล็กน้อย ทำให้ตื่นตัวและอาจเกิดอาการใจสั่น ความดันสูง หรือปัสสาวะลำบากในผู้ชายที่มีต่อมลูกหมากโต.
3. ยาแก้แพ้ (Antihistamines)
ยากลุ่มนี้ช่วยลดอาการน้ำมูกไหลและจาม โดยเฉพาะในระยะต้นของโรค. กลไกหลักคือการยับยั้ง H1 receptor ของ Histamine ที่ถูกหลั่งออกมาในระหว่างการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก.
ยารุ่นแรก เช่น Chlorpheniramine 4 mg ทุก 6 ชั่วโมง มีผลลดน้ำมูกได้ดีแต่มีผลข้างเคียงคือ ง่วงซึมและปากแห้ง. ส่วนยารุ่นใหม่ เช่น Loratadine, Cetirizine ให้ผลข้างเคียงน้อยกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหรือทำงาน.
4. ยาแก้ไอ (Antitussive / Expectorant)
อาการไอในโรคหวัดมักเกิดจากการระคายเคืองในลำคอหรือจาก postnasal drip มากกว่าการติดเชื้อในปอด. ยาแก้ไอแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก:
- Antitussives: เช่น Dextromethorphan 10–20 mg ทุก 6 ชั่วโมง ใช้ในกรณีไอแห้งเรื้อรังเพื่อลด reflex การไอ.
- Expectorants: เช่น Guaifenesin syrup เพิ่มปริมาณน้ำในเสมหะ ช่วยให้เสมหะขับออกง่ายขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่มีไอมีเสมหะ.
5. Corticosteroids และยาเสริมอื่น ๆ
ยาพ่นจมูกกลุ่ม corticosteroid เช่น Fluticasone หรือ Mometasone ช่วยลดการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก โดยเฉพาะในผู้ที่มี allergic rhinitis ร่วมด้วย. ส่วนยาเสริมอื่น เช่น Vitamin C และ Zinc มีหลักฐานว่าช่วยลดระยะเวลาของอาการลงได้เล็กน้อยหากเริ่มให้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มป่วย.
การใช้สมุนไพร เช่น Echinacea หรือ Ginger extract ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจน แต่สามารถใช้เป็นการรักษาเสริมในผู้ที่ไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์.
สรุปแนวทางการใช้ยา
- ใช้ยาตามอาการ (Symptom-based therapy)
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันโดยไม่จำเป็น
- ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่ไม่มีสัญญาณการติดเชื้อแบคทีเรีย
- ให้คำแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับขนาดยาและระยะเวลาในการใช้
- ส่งเสริมการพักผ่อนและการดื่มน้ำให้เพียงพอควบคู่กับการใช้ยา
| Drug Class | Example | Mechanism | Typical Dose | Cautions / Remarks |
|---|---|---|---|---|
| Antipyretic / Analgesic | Paracetamol | ยับยั้งเอนไซม์ COX ในระบบประสาทส่วนกลาง ลดไข้และปวด | 500–1000 mg PO q6h (สูงสุด 4 g/day) | ห้ามใช้เกินขนาด เสี่ยงพิษต่อตับ |
| NSAID | Ibuprofen | ยับยั้งการสร้าง Prostaglandin ลดการอักเสบ | 200–400 mg PO q8h with meal | ระวังในผู้ป่วยโรคไตหรือแผลในกระเพาะอาหาร |
| Decongestant (Topical) | Oxymetazoline 0.05% spray | กระตุ้น α-adrenergic receptor ทำให้หลอดเลือดจมูกหดตัว | 1–2 พ่นต่อข้าง จมูก วันละ 2 ครั้ง × 3–5 วัน | ใช้เกิน 5 วันอาจเกิด rebound congestion |
| Decongestant (Oral) | Pseudoephedrine | กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มการหดตัวของหลอดเลือด | 60 mg PO q6h | ห้ามใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ |
| Antihistamine | Chlorpheniramine | ยับยั้ง H1 receptor ลดอาการน้ำมูกไหลและจาม | 4 mg PO q6h | ทำให้ง่วงซึม ระวังในการขับรถ |
| Antitussive | Dextromethorphan | กดศูนย์ควบคุมการไอที่สมองส่วน medulla | 10–20 mg PO q6h | ใช้เฉพาะไอแห้ง ห้ามใช้ในเด็กเล็ก <6 ปี |
| Expectorant | Guaifenesin | เพิ่มปริมาณของเหลวในเสมหะ ทำให้ขับออกง่ายขึ้น | 200–400 mg PO q6h | ควรดื่มน้ำมากเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพยา |
| Supplement | Vitamin C / Zinc | เสริมภูมิคุ้มกันและลดระยะเวลาของอาการ | Vit C 500–1000 mg/day, Zinc 75 mg/day | อาจทำให้คลื่นไส้หรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร |
การใช้ยาควรอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ โดยเลือกใช้เฉพาะตามอาการที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายชนิดร่วมกันโดยไม่จำเป็น และให้คำแนะนำเรื่องการใช้ยาอย่างถูกต้อง เช่น การไม่ใช้สเปรย์พ่นจมูกติดต่อกันเกิน 5 วัน หรือการหลีกเลี่ยงการใช้ยาในเด็กเล็ก.
Treatment Guideline
- Step 1: ยืนยันว่าเป็นการติดเชื้อไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย (ไม่มีไข้สูงหรือหนอง)
- Step 2: ให้คำแนะนำเรื่องการพักผ่อนและดื่มน้ำมาก
- Step 3: ใช้ยาเฉพาะอาการ เช่น Paracetamol, ยาลดคัดจมูก, ยาแก้ไอ
- Step 4: หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
- Step 5: ให้ความรู้ในการป้องกัน เช่น การล้างมือ และการไอจามอย่างถูกวิธี
Example Doctor’s Orders
Case 1: Uncomplicated Common Cold, 50 kg adult
Dx: Acute nasopharyngitis (Common Cold)
Rx:
- Paracetamol 500 mg PO q6h prn fever or pain
- Oxymetazoline nasal spray 0.05% 1 spray each nostril q12h × 3 days
- Chlorpheniramine 4 mg PO q6h
- Guaifenesin syrup 100 mg/5mL 10 mL PO q6h prn cough
- Normal saline nasal spray q4h prn congestion
- Advice: Maintain hydration, rest, avoid smoking/alcohol
Physician:__________________ License:_________ Date:________ Time:_______
Case 2: Common Cold with Mild Wheezing (suspected viral bronchitis overlap), 50 kg adult
Dx: Acute nasopharyngitis with mild reactive airway
Rx:
- Paracetamol 500 mg PO q6h prn fever/pain
- Salbutamol MDI 100 µg: 2 puffs q6h prn wheeze
- Oxymetazoline nasal spray 0.05% 1 spray each nostril q12h × 3 days
- Ambroxol syrup 30 mg/5mL 10 mL PO tid
- Honey or lozenge for throat soothing prn
- Advice: Rest, fluid intake, humidified air, return if dyspnoea or fever persists >3 days
Physician:__________________ License:_________ Date:________ Time:_______
Prognosis
โรคหวัดทั่วไปมีพยากรณ์โรคที่ดีมาก โดยอาการส่วนใหญ่จะดีขึ้นภายใน 7–10 วัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาพิเศษหรือเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล. อย่างไรก็ตาม อาการไอบางรายอาจคงอยู่ได้นานถึง 2–3 สัปดาห์จากการระคายเคืองทางเดินหายใจส่วนบน (Postnasal drip).
ผู้ป่วยกลุ่มที่อาจมีอาการนานหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด (Asthma), COPD, ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง.
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ เช่น
- ไซนัสอักเสบ (Acute sinusitis)
- หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media)
- หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute bronchitis)
Prevention
การป้องกันโรคหวัดสามารถทำได้โดยเน้นสุขอนามัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ.
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์อย่างน้อย 20 วินาที
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปาก โดยไม่ล้างมือ
- ปิดปากและจมูกด้วยข้อพับแขนหรือกระดาษทิชชูเมื่อไอหรือจาม
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดหรือมีการระบายอากาศไม่ดี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและหนาว
- พักผ่อนเพียงพอ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน
Conclusion
- โรคหวัดเป็นโรคไวรัสที่พบบ่อยที่สุดในมนุษย์
- อาการส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายได้เอง
- การรักษาเน้นบรรเทาอาการและหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
- สุขอนามัยที่ดีเป็นหัวใจหลักในการป้องกันการแพร่กระจายของโรค
- การให้ความรู้แก่ประชาชนสามารถลดการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมและภาระต่อระบบสาธารณสุขได้
Quiz (USMLE / OSCE)
Frequently Asked Questions (FAQ)
Q1: ทำไมถึงไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อเป็นหวัด?
A: เพราะโรคหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย. การใช้ยาปฏิชีวนะไม่มีผลต่อไวรัสและอาจทำให้เกิดภาวะดื้อยา (Antimicrobial resistance) รวมถึงผลข้างเคียง เช่น ท้องเสีย ผื่น หรือการแพ้ยา.
Q2: การรับประทานวิตามินซีหรือซิงค์ช่วยป้องกันโรคหวัดได้จริงหรือไม่?
A: วิตามินซีอาจช่วยลดระยะเวลาของอาการเล็กน้อยหากเริ่มรับประทานทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้โดยสมบูรณ์. ส่วนซิงค์ (Zinc) มีหลักฐานบางส่วนว่าสามารถลดความรุนแรงของอาการหากรับประทานตั้งแต่ระยะต้นของโรค.
Q3: การสูบบุหรี่มีผลต่อโรคหวัดอย่างไร?
A: การสูบบุหรี่ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจระคายเคืองและลดประสิทธิภาพของขนกวัด (Cilia) ส่งผลให้เชื้อไวรัสสะสมในทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้นและอาการของโรคหวัดยาวนานกว่าคนทั่วไป.
Q4: เด็กเล็กที่เป็นหวัดควรได้รับยาแบบเดียวกับผู้ใหญ่หรือไม่?
A: ไม่ควรใช้ยาในขนาดเท่าผู้ใหญ่ และควรหลีกเลี่ยงยาลดคัดจมูกหรือยาแก้แพ้บางชนิดในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เนื่องจากอาจมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางและหัวใจ. ควรใช้วิธีล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและให้ดื่มน้ำมาก ๆ แทน.
Q5: เมื่อไรควรไปพบแพทย์?
A: หากมีอาการไข้สูงเกิน 38.5°C นานเกิน 3 วัน, ปวดใบหน้า น้ำมูกข้นหรือเป็นหนอง, หายใจลำบาก หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 10 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินว่ามีภาวะแทรกซ้อนหรือการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยหรือไม่.
References
- Heikkinen T, Järvinen A. The common cold. Lancet. 2003;361(9351):51–59.
- Eccles R. Understanding the symptoms of the common cold and influenza. Lancet Infect Dis. 2005;5(11):718–725.
- Fendrick AM et al. The economic impact of viral respiratory infections. Arch Intern Med. 2003;163(4):487–494.
- CDC. Common Cold: Clinical Overview. Centers for Disease Control and Prevention. 2024.
- ICD-11 MMS (2025-01): CA00 Acute nasopharyngitis (common cold). WHO.
- NICE CKS. Common Cold: Management and self-care. 2023.
- ARUP Consult. Respiratory virus infections. 2024.
- Johns Hopkins ABX Guide: Common Cold. 2024 Edition.
- BMJ Best Practice. Common Cold: Diagnosis and Management. 2023.
- UpToDate: Treatment and prevention of the common cold. 2024.
Author & Review
Teerawat Suwannee MD
นายแพทย์ธีรวัฒน์ สุวรรณี ว.44780